ชื่อท้องถิ่น :  กะตอ(กลาง ใต้), ปะตา, ปัตเต๊าะ(มาเลย-ยะลา ปัตตานี), ปาไต(มาเลย–สตูล), ตอ(ระนอง)
ชื่อวิทยาศาสตร์
 : Parkia speciosa L.
ชื่อวงศ์ : Fabaceae

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

  • สะตอ ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ มีความสูงเฉลี่ย 30 เมตร ต้นสูงชะลูดขึ้นไปแล้วแตกกิ่งก้านเป็นพุ่ม แผ่กว้าง ลำต้นเรียบ ลอก เป็นสะเก็ดเล็กน้อย มีสีน้ำตาลอ่อน
  • ใบสะตอ เป็นใบประกอบคล้ายขนนก ใบแขนงมี 14-18คู่ ใบย่อยมีขนาดเล็กกว้าง 1.5-2.2 มม.ยาว5-9มม.ปลาย ใบบนฐานใบด้านนอกเบี้ยวเป็นติ่ง
  • ดอกสะตอ เป็นดอกช่อรวมกันเป็น กระจุกคล้ายกระถิน มีขนาดเล็กมาก ติดเป็นช่อกลม ช่อดอกห้อย แต่ละดอก มีก้านดอกและมีใบประดับรอง ดอกจะออกเดือนเมษายน
  • ผลสะตอ หลังจากออกดอก 70 วัน จะสามารถเก็บฝักได้ ฝักกว้าง 3-5 ซม. ยาว 35-45 ซม. ฝักบิดเป็นเกลียวห่าง ฝักอ่อนมีสีเขียว พอแก่จะเป็นสีดำ เมล็ดรูปรีเกือบกลม เรียงตามขวางกับฝัก เมล็ดมีขนาด 22-25 มม. ยาว 15-20 มม.

ส่วนที่ใช้เป็นยา : เมล็ด

สรรพคุณสะตอ :

  • เมล็ด ใช้กินเพื่อขับปัสสาวะ ช่วยลดน้ำตาล ในเลือด กินเป็นประจำช่วยป้องกันโรคเบาหวาน และใช้กินเป็นผักเหนาะ ยอดใช้กินเป็นผักเหนาะ
อ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ..คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ เขียนเลย