กูดแดง

กูดแดง

กูดแดง หรือ ผักกูดแดง เป็นเฟิร์นเถาเลื้อยที่พบได้ในพื้นที่ชื้นและป่าริมลำธารของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Stenochlaena palustris (Burm.f.) Bedd. ยอดและใบอ่อนสีแดงอมแดงเป็นส่วนที่นิยมรับประทานเป็นผักพื้นบ้าน ขณะเดียวกันพืชชนิดนี้ยังมีประวัติการใช้ใน ภูมิปัญญาพื้นบ้าน และได้รับความสนใจจากงานวิจัยด้านสารพฤกษเคมี สารต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

หมายเหตุ : ข้อมูลสรรพคุณทางยาในส่วนภูมิปัญญาพื้นบ้านเป็นข้อมูลการใช้ตามประเพณีและเอกสารชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : กูดแดง
  • ชื่ออื่น : ลำเพ็ง, ลำเท็ง, ปรงสวน, ปรงสวย, ผักยอดแดง, ผักกูดแดง, ผักกูดมอญ, ลำมะเท็ง, ปากุ๊มะดิง
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Stenochlaena palustris (Burm.f.) Bedd.
  • ชื่อสามัญ : Climbing fern, Swamp fern, Liane fern
  • วงศ์ : Blechnaceae ตามการจัดจำแนกที่ใช้ใน World Flora Online; เอกสารไทยรุ่นเก่าบางแหล่งจัดไว้ใน Pteridaceae และฐานข้อมูล Kew POWO ปัจจุบันแสดงไว้ใน Aspleniaceae จึงควรระบุแหล่งอ้างอิงเมื่อใช้ข้อมูลอนุกรมวิธาน
  • ลักษณะการดำรงชีวิต : เฟิร์นเถาเลื้อยหรือเฟิร์นปีนป่าย เจริญในบริเวณที่มีความชื้นและสามารถเลื้อยขึ้นตามต้นไม้
  • การใช้ประโยชน์หลัก : ใช้ยอดและใบอ่อนเป็นผักพื้นบ้าน และมีการใช้ในภูมิปัญญาสมุนไพรของบางท้องถิ่นในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นเฟิร์นเถาเลื้อย มีเหง้าเลื้อยยาว สีเขียว สามารถเลื้อยไปตามพื้นหรือเกาะและปีนขึ้นตามลำต้นไม้ เหง้าบริเวณยอดอ่อนมีเกล็ดสีน้ำตาลเข้มถึงเกือบดำ เกล็ดมีลักษณะค่อนข้างกลมหรือรูปไข่และหลุดร่วงได้เมื่อเจริญเต็มที่ ก้านใบยาวประมาณ 10–20 เซนติเมตร ส่วนใบหรือแผงใบโดยรวมมีความยาวประมาณ 40–70 เซนติเมตร และอาจยาวมากกว่านี้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
  • ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อยเรียงตามแกนกลางใบ ใบมี 2 แบบ คือ ใบไม่สร้างสปอร์ และ ใบสร้างสปอร์ อย่างชัดเจน ใบไม่สร้างสปอร์มีใบย่อยรูปไข่แกมใบหอกหรือรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ผิวด้านบนสีเขียวเข้มและเป็นมัน ส่วนด้านล่างสีอ่อนกว่า ใบย่อยมีเนื้อค่อนข้างเหนียวหรือคล้ายแผ่นหนัง ส่วนใบอ่อนที่กำลังคลี่มีสีแดงอมม่วงหรือแดงน้ำตาลและม้วนเป็นวงแบบใบเฟิร์น ซึ่งเป็นลักษณะที่ทำให้เกิดชื่อ ผักกูดแดง
  • ใบสร้างสปอร์ : มีรูปร่างแตกต่างจากใบไม่สร้างสปอร์อย่างเด่นชัด ใบย่อยมีลักษณะแคบและยาว โดยอับสปอร์จะปกคลุมบริเวณด้านล่างของใบย่อยเกือบเต็มพื้นที่ ทำหน้าที่ในการสร้างและแพร่กระจายสปอร์
  • ดอก : ไม่มีดอก เนื่องจากกูดแดงเป็นพืชกลุ่มเฟิร์น ไม่ใช่พืชมีดอก จึงไม่มีกลีบดอก เกสร หรือช่อดอกแบบพืชดอก
  • ผล : ไม่มีผลและเมล็ด แบบพืชดอก การสืบพันธุ์ตามธรรมชาติอาศัย สปอร์ ซึ่งสร้างอยู่ในอับสปอร์บริเวณด้านล่างของใบสร้างสปอร์

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กูดแดงมีถิ่นกำเนิดครอบคลุมเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชีย ตั้งแต่อินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา จีนตอนใต้ อินโดจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงหมู่เกาะในภูมิภาคมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ นิวกินี โพลินีเซีย และออสเตรเลีย ในประเทศไทยมีรายงานพบในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ มักขึ้นในบริเวณที่มีร่มเงาและความชื้น เช่น ริมลำธาร ชายป่า และป่าพรุ โดยเอกสารพรรณพืชของไทยรายงานการพบในจังหวัดเลย กรุงเทพฯ จันทบุรี ตราด สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ และตรัง

การปลูกและการขยายพันธุ์

กูดแดงเจริญได้ดีในบริเวณที่มี ความชื้นสูง แสงรำไร และดินที่มีอินทรียวัตถุ โดยธรรมชาติสามารถเกาะเลื้อยตามต้นไม้หรือพืชอื่นได้

  • การขยายพันธุ์ด้วยเหง้า : สามารถแบ่งเหง้าที่มีตาหรือส่วนยอดเจริญไปปลูกเป็นต้นใหม่ได้ เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับการขยายพันธุ์ในระดับครัวเรือน
  • การขยายพันธุ์ด้วยสปอร์ : เป็นการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติของเฟิร์น แต่ต้องควบคุมความชื้นและสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมจึงจะประสบความสำเร็จได้ดี
  • สภาพแวดล้อม : ควรเลือกบริเวณที่มีร่มเงาหรือแสงแดดบางส่วน มีความชื้นสม่ำเสมอ และไม่ปล่อยให้ดินแห้งจัด
  • การดูแล : ควรรักษาความชื้นของวัสดุปลูกและจัดให้มีโครงสร้างสำหรับให้เถาเลื้อยเกาะ

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ใบ
  • ยอดอ่อน
  • ทั้งต้น
  • รากและส่วนของลำต้น มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่

สรรพคุณทางสมุนไพร

ข้อมูลการใช้แบบพื้นบ้านของ Stenochlaena palustris แตกต่างกันตามภูมิภาคและวัฒนธรรม

  • ใช้เกี่ยวกับอาการทางผิวหนัง : เอกสารด้านพืชใช้ประโยชน์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระบุว่า ในประเทศไทยมีการใช้น้ำคั้นจากพืชสำหรับปัญหาทางผิวหนังตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใช้แก้ไข้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : ในบางพื้นที่ของมาเลเซียและลาวมีการใช้ยอดหรือส่วนของพืชในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับอาการไข้
  • ใช้เกี่ยวกับอาการท้องเสีย : มีรายงานการใช้ยอดอ่อนในภูมิปัญญาพื้นบ้านของมาเลเซียสำหรับอาการท้องเสีย
  • ใช้สำหรับอาการปวดฟันและมาลาเรีย : ฐานข้อมูลภูมิปัญญาพืชจากป่าพรุในจังหวัดนราธิวาสรายงานการใช้ใบต้มน้ำเป็นน้ำยาบ้วนปากสำหรับอาการปวดฟัน และใช้รากกับลำต้นเรียวร่วมกับสมุนไพรอื่นในตำรับพื้นบ้านสำหรับมาลาเรีย
  • ใช้ในตำรับพื้นบ้านภาคใต้ : มีรายงานการใช้ลำเท็งในภูมิปัญญาท้องถิ่นสำหรับอาการไม่สบายทางร่างกาย โดยใช้ส่วนของลำต้นและต้มเป็นน้ำยา

หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรค และไม่ควรใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษามาตรฐาน

วิธีใช้

  • ใช้เป็นผัก : ยอดอ่อนและใบอ่อนสามารถนำมาปรุงอาหาร โดยนิยมลวกหรือต้มก่อนรับประทาน และรับประทานร่วมกับน้ำพริก แกงส้ม หรือแกงเลียง
  • ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : มีรายงานการนำใบ น้ำคั้น หรือส่วนอื่นของพืชไปใช้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ต้ม คั้น หรือใช้ภายนอก ทั้งนี้วิธีใช้และขนาดการใช้แตกต่างกันตามตำรับท้องถิ่น

สาระสำคัญ

กูดแดงเป็นพืชอาหารพื้นบ้านที่มีความน่าสนใจทางเภสัชพฤกษศาสตร์ เนื่องจากมี สารกลุ่มฟลาโวนอยด์และสารประกอบฟีนอลิก หลายชนิด งานวิจัยพบความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของสารเหล่านี้กับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ

องค์ประกอบทางเคมี

สารที่มีรายงานการตรวจพบหรือแยกได้จากกูดแดง ได้แก่

  • Kaempferol
  • Quercetin
  • Rutin
  • Tiliroside
  • Stenopalustrosides A–E
  • อนุพันธ์ของ kaempferol glycosides
  • สารกลุ่ม phenolic compounds
  • สารกลุ่ม flavonoids
  • สารกลุ่ม hydroxycinnamic acids
  • Phytosterols และกรดไขมันบางชนิด

งานวิจัยด้านองค์ประกอบทางเคมีพบว่าอายุของใบมีผลต่อองค์ประกอบของสาร โดยใบแก่มีปริมาณฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์รวมสูงกว่าใบอ่อนในการศึกษาหนึ่ง และตรวจพบอนุพันธ์ของ kaempferol หลายชนิดในใบแก่

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับกูดแดงส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การทดลองในห้องปฏิบัติการและการศึกษาสารสกัด โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่

  • การศึกษาฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระ
  • การศึกษาฤทธิ์ ยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase และ α-amylase
  • การศึกษาฤทธิ์ ต้านเชื้อแบคทีเรีย
  • การศึกษาฤทธิ์ ต้านปรสิตมาลาเรียในหลอดทดลอง
  • การศึกษาฤทธิ์ ยับยั้งเอนไซม์ cholinesterase
  • การศึกษาความเป็นพิษของสารสกัดบางชนิด

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับห้องปฏิบัติการ (in vitro) : มีหลักฐานค่อนข้างมากสำหรับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ การยับยั้งเอนไซม์บางชนิด และฤทธิ์ต้านจุลชีพบางชนิด
  • ระดับการศึกษาเชิงกลไก/คอมพิวเตอร์ (in silico) : มีการศึกษาเกี่ยวกับการจับของสารฟลาโวนอยด์กับเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับเมแทบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต
  • ระดับสัตว์ทดลอง : ข้อมูลยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับพืชสมุนไพรที่มีการพัฒนาทางคลินิกอย่างแพร่หลาย
  • ระดับมนุษย์/การทดลองทางคลินิก : ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกคุณภาพสูงเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลของกูดแดงในการรักษาโรค

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากกูดแดงแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระและความสามารถในการรีดิวซ์ในแบบจำลองทางห้องปฏิบัติการ โดยปริมาณสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์มีความสัมพันธ์กับกิจกรรมดังกล่าว
  • ฤทธิ์ยับยั้ง α-glucosidase : ส่วนสกัดด้วยน้ำจากกูดแดงแสดงฤทธิ์ยับยั้ง α-glucosidase พร้อมฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดลอง
  • ฤทธิ์ยับยั้ง α-amylase และ α-glucosidase : งานวิจัยปี 2024 พบสาร stenopalustroside A, tiliroside, kaempferol, quercetin และ rutin และพบว่าสารเหล่านี้มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ทั้งสองชนิดในระดับห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย : สารกลุ่ม acylated flavonol glycosides จากใบ โดยเฉพาะ stenopalustrosides บางชนิด แสดงฤทธิ์ต่อแบคทีเรียแกรมบวกในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านปรสิต : สารสกัด ethyl acetate แสดงฤทธิ์ต่อ Plasmodium falciparum ในการทดลองหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อเอนไซม์ cholinesterase : ใบอ่อนและใบแก่แสดงฤทธิ์ยับยั้ง butyrylcholinesterase ในรูปแบบการทดลอง แต่สารที่เกี่ยวข้องแตกต่างกันตามระยะการเจริญของใบ

ความปลอดภัย

ข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ของกูดแดงยังมีจำกัด แม้งานวิจัยหนึ่งพบว่าสารสกัดหลายส่วนไม่แสดงความเป็นพิษต่อ Artemia salina ในระดับที่ทดสอบ และสารสกัด ethyl acetate มีค่า LC50 มากกว่า 1,000 µg/mL ในแบบจำลองดังกล่าว แต่ผลนี้ไม่สามารถใช้แทนข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ได้ เนื่องจากกูดแดงถูกใช้เป็นผักพื้นบ้านในหลายประเทศ จึงมีประวัติการบริโภคยอดอ่อนและใบอ่อน แต่ ความปลอดภัยของสารสกัดเข้มข้นหรือการใช้เป็นยาในปริมาณสูงยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติม

ข้อห้ามใช้

ควรหลีกเลี่ยงการใช้กูดแดงในรูปแบบสารสกัดหรือยาสมุนไพรเข้มข้นโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะ

  • หญิงตั้งครรภ์ : ไม่ควรนำข้อมูลการใช้พื้นบ้านในบางประเทศที่กล่าวถึงฤทธิ์เกี่ยวกับการคุมกำเนิดหรือทำให้แท้งมาใช้ด้วยตนเอง
  • หญิงให้นมบุตร : ควรใช้ด้วยความระมัดระวังเนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิด : ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ในรูปแบบสารสกัด

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะระบุปฏิกิริยาระหว่าง กูดแดงกับยาชนิดใดชนิดหนึ่ง ได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในหลอดทดลองพบว่าสารสกัดและสารฟลาโวนอยด์ของกูดแดงมีฤทธิ์ต่อเอนไซม์หลายระบบ จึงควรระมัดระวังการใช้สารสกัดเข้มข้นร่วมกับยา โดยเฉพาะยาที่เกี่ยวข้องกับ ระดับน้ำตาลในเลือด จนกว่าจะมีข้อมูลทางคลินิกที่ชัดเจน

การใช้ในอาหาร

กูดแดงเป็น ผักพื้นบ้านที่รับประทานได้ โดยเฉพาะยอดอ่อนและใบอ่อน ซึ่งมีสีแดงหรือแดงน้ำตาลในระยะเริ่มแตกยอด ก่อนเปลี่ยนเป็นสีเขียวเมื่อแก่ขึ้น

  • ลวกหรือต้มรับประทานกับ น้ำพริก
  • ใช้เป็นส่วนประกอบของ แกงส้ม
  • ใช้ใน แกงเลียง
  • นำยอดอ่อนมาประกอบอาหารพื้นบ้านอื่น ๆ ตามภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น

การใช้ในผลิตภัณฑ์

มีศักยภาพในการนำสารสกัดกูดแดงไปพัฒนาเป็น ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ ส่วนผสมเชิงหน้าที่ เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์จากสารธรรมชาติ เนื่องจากพบสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ รวมถึงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการศึกษาเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการรักษาโรคจำเป็นต้องมีข้อมูลด้านประสิทธิผล ความปลอดภัย มาตรฐานสารสำคัญ และการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ยอดอ่อน : เก็บในระยะที่ยอดยังอ่อนและใบยังไม่คลี่เต็มที่ ซึ่งเป็นช่วงที่นิยมใช้เป็นผัก
  • ใบ : หากนำไปศึกษาด้านสมุนไพรควรระบุอายุของใบ เนื่องจากองค์ประกอบทางเคมีแตกต่างกันระหว่างใบอ่อนและใบแก่
  • การเก็บสด : ควรเก็บในภาชนะสะอาดและรักษาความชื้นให้เหมาะสมเพื่อป้องกันการเหี่ยวและการปนเปื้อน
  • การทำแห้ง : หากต้องการเก็บเป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในสภาพสะอาดและป้องกันความชื้น แสง และความร้อนสูง
  • การเก็บวัตถุดิบแห้ง : ควรเก็บในภาชนะปิดสนิท แห้ง สะอาด และป้องกันแมลง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กูดแดงมีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่ชุ่มน้ำและป่าพรุ โดยใช้ทั้งในฐานะ ผักพื้นบ้านและพืชสมุนไพร ในชุมชนภาคใต้ มีการบันทึกการใช้ลำเท็งในระบบภูมิปัญญาพืชของชุมชนมุสลิมไทยรอบป่าพรุโต๊ะแดง และมีการใช้เป็นอาหารอย่างแพร่หลายในพื้นที่ดังกล่าว เอกสารภูมิปัญญาพืชจากป่าพรุจังหวัดนราธิวาสยังระบุการใช้ส่วนใบ ราก และลำต้นในตำรับพื้นบ้านบางชนิด เช่น การใช้สำหรับปวดฟันและมาลาเรีย

ประวัติและวัฒนธรรม

กูดแดงเป็นพืชพื้นถิ่นที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามภูมิภาค เช่น ผักกูดแดง ผักยอดแดง ลำเท็ง ลำเพ็ง และปรงสวน สะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการใช้ประโยชน์จากพืชป่าของชุมชนไทย ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กูดแดงมีประวัติการใช้เป็นผักพื้นบ้านมาเป็นเวลานาน และมีการนำเหง้าไปใช้ประโยชน์ด้านงานจักสานและเป็นวัสดุสำหรับผูกมัดในบางพื้นที่

สถานะการอนุรักษ์

กูดแดงมีการกระจายพันธุ์ค่อนข้างกว้างในเอเชียเขตร้อนและแปซิฟิก และมีรายงานการพบในประเทศไทยหลายภูมิภาค การอนุรักษ์ควรให้ความสำคัญกับ การรักษาป่าพรุ พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าริมลำธาร และถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ รวมถึงส่งเสริมการเก็บยอดอ่อนอย่างเหมาะสมและการขยายพันธุ์ในพื้นที่เพาะปลูกเพื่อลดการเก็บจากธรรมชาติมากเกินไป

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum/Division) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Polypodiopsida / Equisetopsida ในฐานข้อมูลที่ใช้ระบบจัดหมวดต่างกัน
  • อันดับ (Order) : Polypodiales
  • วงศ์ (Family) : Blechnaceae ตาม World Flora Online และระบบ PPG ที่ใช้กันในอนุกรมวิธานเฟิร์น
  • สกุล (Genus) : Stenochlaena J.Sm.
  • ชนิด (Species) : Stenochlaena palustris (Burm.f.) Bedd.
  • ชื่อพ้องสำคัญ : Polypodium palustre Burm.f., Acrostichum scandens Hook. และชื่ออื่น ๆ อีกหลายชื่อ

หมายเหตุ : ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานแต่ละแห่งอาจจัดวงศ์ของสกุล Stenochlaena แตกต่างกัน ปัจจุบัน World Flora Online แสดงวงศ์ Blechnaceae ขณะที่ Kew Plants of the World Online แสดง Aspleniaceae ดังนั้นการจัดหมวดควรระบุฐานข้อมูลที่ใช้อ้างอิงประกอบ

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบกูดแดงควรพิจารณาลักษณะสำคัญร่วมกัน ได้แก่

  • เหง้า : เลื้อยยาวและสามารถปีนตามต้นไม้
  • ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนกและมีใบ 2 รูปแบบ คือใบไม่สร้างสปอร์กับใบสร้างสปอร์
  • ใบไม่สร้างสปอร์ : ใบย่อยรูปไข่แกมใบหอกหรือรูปขอบขนาน ขอบหยักเป็นฟันเลื่อย ผิวด้านบนเป็นมัน
  • ใบสร้างสปอร์ : ใบย่อยแคบยาว และมีอับสปอร์ปกคลุมด้านล่างเป็นบริเวณกว้าง
  • ยอดอ่อน : มักมีสีแดงถึงแดงน้ำตาลและม้วนขด
  • แหล่งอาศัย : มักพบในบริเวณชื้น ร่มเงา ริมลำธาร หรือพื้นที่ชุ่มน้ำ

การยืนยันชนิดในงานวิจัยหรือการจัดทำวัตถุดิบสมุนไพรควรใช้ ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง (voucher specimen) ร่วมกับการตรวจสอบลักษณะทางสัณฐานวิทยาและฐานข้อมูลอนุกรมวิธานที่เป็นปัจจุบัน

คำเตือนทางการแพทย์

กูดแดงไม่ควรถูกใช้แทนยาแผนปัจจุบันหรือการรักษาจากแพทย์ แม้จะมีข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านและผลการทดลองในห้องปฏิบัติการที่น่าสนใจ แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับสารสกัดและการทดลองในหลอดทดลอง ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ ผู้ที่ต้องการใช้กูดแดงเป็น สมุนไพรหรือสารสกัด โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว รับประทานยาลดน้ำตาล ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

หมายเหตุ : การรับประทานยอดอ่อนเป็นอาหารตามวิถีพื้นบ้านแตกต่างจากการใช้สารสกัดเข้มข้นในรูปแบบผลิตภัณฑ์สมุนไพร จึงไม่ควรนำข้อมูลความปลอดภัยของอาหารมาเทียบเท่ากับความปลอดภัยของสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์ยา

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง. (ม.ป.ป.). ภูมิปัญญาพืชสมุนไพร: ลำเท็ง (Stenochlaena palustris).
  2. องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (ม.ป.ป.). ข้อมูลพรรณไม้: ลำเพ็ง (Stenochlaena palustris). อ้างถึงในเอกสารด้านพฤกษศาสตร์และภูมิปัญญาพืชของประเทศไทย.
  3. สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช/กรมป่าไม้. (ม.ป.ป.). Herbs from Peat Swamp Forests in Narathivas, Thailand.
  4. Japan International Research Center for Agricultural Sciences. (ม.ป.ป.). Stenochlaena palustris (Burm.f.) Bedd. (Blechnaceae). Thai Vegetable Database.
  5. Chai, T.-T., Panirchellvum, E., Ong, H.-C., & Wong, F.-C. (2012). Phenolic contents and antioxidant properties of Stenochlaena palustris, an edible medicinal fern. Botanical Studies, 53, 439–446.
  6. Liu, H., Orjala, J., Sticher, O., & Rali, T. (1999). Acylated flavonol glycosides from leaves of Stenochlaena palustris. Journal of Natural Products, 62(1), 70–75. https://doi.org/10.1021/np980179f
  7. Chai, T.-T., Kwek, M.-T., Ong, H.-C., & Wong, F.-C. (2015). Water fraction of edible medicinal fern Stenochlaena palustris is a potent α-glucosidase inhibitor with concurrent antioxidant activity. Food Chemistry, 186, 26–31. https://doi.org/10.1016/j.foodchem.2014.12.099
  8. Hendra, R., Khodijah, R., Almurdani, M., Haryani, Y., Nugraha, A. S., Frimayanti, N., Teruna, H. Y., & Abdulah, R. (2022). Free radical scavenging, anti-infectious, and toxicity activities from Stenochlaena palustris (Burm.f.) Bedd. extracts. Advances in Pharmacological and Pharmaceutical Sciences, 2022, 5729217. https://doi.org/10.1155/2022/5729217
  9. Hendra, R., et al. (2024). α-glucosidase and α-amylase inhibitory activity of flavonols from Stenochlaena palustris (Burm.f.) Bedd. Saudi Pharmaceutical Journal, 32, 101940. https://doi.org/10.1016/j.jsps.2023.101940
  10. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Stenochlaena palustris (Burm.f.) Bedd. Plants of the World Online.
  11. World Flora Online Consortium. (2026). Stenochlaena palustris (Burm.) Bedd. World Flora Online.
  12. Plant Resources of South-East Asia. (ม.ป.ป.). Stenochlaena palustris (Burm.f.) Bedd. PROSEA Handbook 15(2): Cryptogams: Ferns and fern allies.
Scroll to top