กระดาดแดง

กระดาดแดง

กระดาดแดง เป็นไม้ล้มลุกขนาดใหญ่ในวงศ์บอน (Araceae) มีใบขนาดใหญ่โดดเด่นและพบปลูกหรือขึ้นอยู่ใกล้ชุมชนในพื้นที่ชื้นของประเทศไทยมาเป็นเวลานาน นอกจากใช้เป็นไม้ประดับและพืชพื้นบ้านแล้ว หัวหรือเหง้ากระดาดแดง ยังปรากฏเป็น พืชวัตถุในตำรายาแผนไทย โดยเฉพาะในตำรับยาที่ต้องเตรียมวัตถุดิบด้วยการปิ้งไฟหรือนึ่งก่อนนำไปใช้ ทั้งนี้ กระดาดแดงมีสาร แคลเซียมออกซาเลต ซึ่งอาจก่อการระคายเคืองและเป็นพิษเมื่อใช้ไม่ถูกวิธี จึงควรให้ความสำคัญกับการเตรียมยาและการใช้โดยผู้มีความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : กระดาดแดง, กระดาด, กระดาดดำ, คือ, โทป้ะ, บอนกาวี, เผือกกะลา, เผือกโทป้าด, มันโทป้าด
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ : Alocasia macrorrhizos (L.) G.Don
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่เคยใช้/ชื่อพ้อง : Alocasia indica (Lour.) Spach, Arum macrorrhizon L., Colocasia macrorrhiza (L.) Schott
  • วงศ์ : Araceae
  • ชื่อสามัญ : Giant taro, Giant alocasia, Elephant ear
  • ประเภทสมุนไพร : พืชวัตถุ
  • ส่วนที่ใช้ในทางยาแผนไทย : หัว หรือส่วนใต้ดิน
  • ลักษณะเด่น : ไม้ล้มลุกอายุหลายปี ใบใหญ่ ก้านใบยาว ลำต้นและส่วนใต้ดินมีน้ำยาง และมีผลสุกสีส้มหรือแดง

หมายเหตุ : ชื่อ “กระดาดแดง” เป็นชื่อท้องถิ่น/ชื่อเรียกทางการแพทย์แผนไทย ขณะที่ข้อมูลอนุกรมวิธานสมัยใหม่จัดพืชกลุ่มนี้ไว้ภายใต้ Alocasia macrorrhizos (L.) G.Don โดยคำว่า “Rubra” ปรากฏในรายการพืชวัตถุของตำรับยาแผนไทยแห่งชาติในชื่อ “กระดาดแดง”

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลักษณะต้น : ไม้ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นตั้งตรงในระยะแรกและอาจทอดเอนเมื่อเจริญเต็มที่ สูงได้ประมาณ 1–2 เมตร มีส่วนใต้ดินเป็นเหง้าหรือหัว และมีน้ำยางสีขาว
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงเวียนหนาแน่นบริเวณยอด ใบรูปไข่กว้างแกมรูปหัวใจหรือรูปสามเหลี่ยมแกมรูปหัวใจ ขนาดใหญ่ ปลายใบแหลม โคนใบเว้าลึก ก้านใบอวบและยาวประมาณ 50–120 เซนติเมตร
  • ดอก : ออกเป็นช่อเชิงลดมีกาบ ช่อดอกประกอบด้วยกาบหุ้มช่อและแกนช่อดอก ดอกเพศเมียอยู่บริเวณโคน ส่วนดอกเพศผู้อยู่บริเวณตอนบน
  • ผล : ผลมีเนื้อแบบผลสด มีเมล็ดจำนวนไม่มาก เมื่อสุกมีสีส้มหรือแดง
  • ส่วนใต้ดิน : เป็นอวัยวะสะสมอาหาร มีลักษณะเป็นหัวหรือเหง้า ซึ่งเป็นส่วนที่ระบุใช้เป็น พืชวัตถุกระดาดแดง ในตำรับยาแผนไทย

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิดและเขตการกระจายพันธุ์ : อยู่ในเขตร้อนของเอเชียและภูมิภาคมาเลเซียต่อเนื่องไปถึงโอเชียเนีย
  • ประเทศไทย : พบได้ทั่วไปในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณชื้น ที่รกร้าง คูน้ำ ริมพื้นที่เกษตร และบริเวณที่มีการรบกวนจากกิจกรรมของมนุษย์
  • ลักษณะการพบในประเทศไทย : Alocasia macrorrhizos เป็นพืชที่พบสัมพันธ์กับบริเวณชุมชนและพื้นที่ที่มนุษย์ใช้ประโยชน์มากกว่าการพบในป่าธรรมชาติ

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแวดล้อม : เจริญได้ดีในบริเวณที่มีความชื้นสูง แสงแดดเต็มวันถึงรำไร และดินร่วนที่อุดมสมบูรณ์แต่ระบายน้ำได้ดี
  • การเตรียมพื้นที่ : ควรเลือกพื้นที่มีความชื้นสม่ำเสมอแต่ไม่ให้น้ำขัง เพราะน้ำขังเป็นเวลานานอาจทำให้หัวหรือเหง้าเน่า
  • การขยายพันธุ์ด้วยหัวหรือเหง้า : แยกส่วนของเหง้าหรือหัวที่มีตาหรือจุดเจริญ แล้วนำไปปลูกในวัสดุปลูกที่มีความชื้นเหมาะสม
  • การขยายพันธุ์ด้วยหน่อ : สามารถแยกหน่อหรือส่วนเจริญบริเวณโคนต้นไปปลูกใหม่
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : สามารถเพาะเมล็ดที่สุกใหม่ได้ แต่การขยายพันธุ์แบบแยกหัวหรือเหง้าเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับการรักษาลักษณะของต้นแม่

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • หัว : เป็นส่วนที่ระบุในรายการ พืชวัตถุในตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ โดยใช้ชื่อ “กระดาดแดง” และระบุทางเภสัชตำรับว่า Alocasia macrorrhizos (L.) G.Don, “Rubra” Cormus
  • รากและใบ : มีข้อมูลการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านและเอกสารชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์บางแหล่ง แต่ไม่ควรนำมาใช้แทนข้อกำหนดการเตรียมและการใช้ หัวกระดาดแดง ในตำรับยาแผนไทย

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตามภูมิปัญญา

  • หัวกระดาดแดง : ใช้เป็นตัวยาในตำรับยาแผนไทย โดยต้องผ่านกระบวนการเตรียมวัตถุดิบก่อนนำไปปรุงยา
  • รากและส่วนอื่นของพืช : มีรายงานภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับการใช้เป็นยาระบายอ่อน ๆ ขับปัสสาวะ ใช้ภายนอก และใช้ในอาการเกี่ยวกับข้อ แต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นการใช้ตามภูมิปัญญาและไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางคลินิก

ตามตำรายาไทย

  • กระดาดแดง เป็นตัวยาในตำรับยาไทยหลายตำรับ โดยเฉพาะ ตำรับยาธรณีสันฑะฆาต ซึ่งประกอบด้วยกระดาดแดงร่วมกับตัวยาอื่นอีกหลายชนิด
  • ในตำรับดังกล่าว กระดาดแดงใช้เป็นส่วนประกอบของยาที่มีสรรพคุณ แก้เถาดาน แก้ท้องผูก และแก้กษัยเส้น ตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย

ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน

  • มีรายงานการใช้ รากหรือเหง้า เป็นยาระบายอ่อน ๆ และขับปัสสาวะ
  • รากและใบที่สับรวมกันมีรายงานการใช้เป็นยาพอกบริเวณที่มีอาการปวดตามข้อ
  • การใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชในรูปแบบพื้นบ้านแตกต่างกันตามท้องถิ่น และต้องคำนึงถึงสารระคายเคืองตามธรรมชาติของพืชกลุ่มบอน

ในตำรับยา

  • ยาธรณีสันฑะฆาต : กระดาดแดงใช้ส่วนหัว 1 ส่วนในสูตรตำรับรวม 160 กรัม มีสรรพคุณตามตำรับคือ แก้เถาดาน แก้ท้องผูก แก้กษัยเส้น
  • การเตรียม กระดาดแดงต้องปิ้งไฟหรือนึ่งก่อนนำไปใช้ ตามข้อมูลของรายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ

วิธีใช้

  • การใช้ในตำรับยาแผนไทย : ใช้หัวกระดาดแดงที่ผ่านการเตรียมตามตำรับ โดย ปิ้งไฟหรือนึ่งก่อนนำไปใช้ ไม่ควรใช้หัวสดโดยตรง
  • ยาธรณีสันฑะฆาต : กระดาดแดงเป็นตัวยาประกอบในสูตรตำรับ ไม่ใช่ตัวยาที่ใช้เดี่ยว ๆ โดยตำรับมีรูปแบบยาผง แคปซูล เม็ด และลูกกลอน และมีขนาดใช้ตามที่กำหนดในตำรับ

หมายเหตุ : การใช้กระดาดแดงเพื่อการรักษาโรคควรเป็นไปตามตำรับยาและคำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรสาธารณสุข ไม่ควรนำข้อมูลการใช้ในตำรับมาใช้กำหนดขนาดยากินเดี่ยวด้วยตนเอง

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • กระดาดแดงมีชื่ออยู่ในรายการพืชวัตถุ ของรายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ พ.ศ. 2564 โดยระบุส่วนที่ใช้เป็น หัว และระบุชื่อทางเภสัชตำรับว่า Alocasia macrorrhizos (L.) G.Don, “Rubra” Cormus
  • กระดาดแดงเป็นส่วนประกอบของ ยาธรณีสันฑะฆาต ซึ่งมีแหล่งที่มาจากตำรับยาแผนไทยแห่งชาติและเกี่ยวข้องกับบัญชียาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ

สาระสำคัญ

สาระสำคัญของกระดาดแดงในเชิงเภสัชสมุนไพรมีทั้งกลุ่ม สารประกอบฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ อัลคาลอยด์ สเตอรอล และสารเมแทบอไลต์ทุติยภูมิอื่น ๆ ขณะเดียวกันส่วนสดของพืชมี ผลึกแคลเซียมออกซาเลตชนิดเข็ม (calcium oxalate raphides) ซึ่งมีความสำคัญต่อทั้งฤทธิ์ระคายเคืองและความปลอดภัยของการใช้

องค์ประกอบทางเคมี

  • Calcium oxalate : พบเป็นผลึกรูปเข็มในเนื้อเยื่อของพืช เป็นองค์ประกอบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการระคายเคือง
  • Alkaloids : มีรายงานสารกลุ่มอัลคาลอยด์หลายชนิดใน A. macrorrhizos เช่น alocasin A–E และสารกลุ่ม indole alkaloids
  • Flavonoids : มีรายงานในสารสกัดจากเหง้าและส่วนอื่นของพืช
  • Phenolic compounds : ตรวจพบในสารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของพืช
  • Sterols และ triterpenoids : เป็นกลุ่มสารเมแทบอไลต์ทุติยภูมิที่มีรายงานในสกุล Alocasia
  • สารประกอบอื่น ๆ : มีรายงานกรดอินทรีย์ น้ำตาล กรดอะมิโน และสารประกอบไซยาโนเจนิกในเอกสารทบทวนบางฉบับ

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด : การศึกษาสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดเมทานอลจากเหง้า A. macrorrhizos ที่ขนาด 500 มก./กก. ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะน้ำตาลสูงลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาที่ศึกษา โดยผลดังกล่าวเป็นข้อมูลระดับสัตว์ทดลอง ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในมนุษย์
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากเหง้ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบทางห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : มีการศึกษาในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองเกี่ยวกับการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์และการกระตุ้นกระบวนการ apoptosis แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าใช้รักษามะเร็งในมนุษย์ได้
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : มีรายงานฤทธิ์ต่อจุลชีพบางชนิดจากสารสกัดและสารประกอบของพืช
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบและระงับปวด : มีรายงานการศึกษาในสัตว์ทดลองของสารสกัด Alocasia แต่ข้อมูลไม่ควรนำมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลทางคลินิกของกระดาดแดงในมนุษย์

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับการศึกษาในห้องปฏิบัติการ (in vitro) : มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ และฤทธิ์ต่อเซลล์
  • ระดับสัตว์ทดลอง (in vivo) : มีข้อมูลเกี่ยวกับฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดและฤทธิ์ต้านเนื้องอกบางรูปแบบ
  • ระดับการศึกษาในมนุษย์ : ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่มีคุณภาพเพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลและขนาดใช้ที่เหมาะสมของกระดาดแดงในการรักษาโรค
  • สรุประดับหลักฐาน : หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ ก่อนคลินิก จึงควรใช้ข้อมูลการวิจัยเพื่อประกอบความเข้าใจ ไม่ใช้แทนหลักฐานทางการแพทย์สำหรับการรักษาผู้ป่วย

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

งานวิจัยของ Alocasia macrorrhizos รายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน ได้แก่ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ลดน้ำตาลในเลือด ต้านจุลชีพ และฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง โดยผลส่วนใหญ่ได้จากการทดลองสารสกัดหรือสารบริสุทธิ์ในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง ความแรงของฤทธิ์ขึ้นกับชนิดของสารสกัด ส่วนของพืช วิธีสกัด และขนาดที่ใช้ จึงไม่สามารถนำผลดังกล่าวไปกำหนดขนาดรับประทานในมนุษย์ได้โดยตรง

ความปลอดภัย

  • กระดาดแดงสดมีความระคายเคือง เนื่องจากมีผลึก calcium oxalate raphides ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการคัน แสบ ปวด บวม และอักเสบเมื่อสัมผัสผิวหนัง
  • น้ำยางหรือสารคัดหลั่งจากพืช หากสัมผัสตาอาจทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงและอาจกระทบต่อการมองเห็น
  • การรับประทานส่วนสด อาจทำให้เกิดการระคายเคืองในช่องปาก ลำคอ และทางเดินอาหาร
  • การเตรียมวัตถุดิบด้วย การปิ้งไฟหรือนึ่ง เป็นขั้นตอนที่ระบุไว้สำหรับหัวกระดาดแดงในตำรับยาแผนไทย เพื่อเตรียมวัตถุดิบก่อนนำไปปรุงยา

ข้อห้ามใช้

  • ห้ามรับประทานกระดาดแดงสด หรือส่วนของพืชที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการเตรียมที่เหมาะสม
  • ห้ามใช้เป็นยารับประทานด้วยตนเอง โดยเฉพาะในปริมาณสูงหรือใช้ต่อเนื่อง โดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญกำกับ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำยางโดยตรง และควรสวมถุงมือเมื่อจัดการกับพืชสด
  • ไม่ควรนำกระดาดแดงมาใช้รักษาโรคสำคัญแทนการรักษามาตรฐาน เนื่องจากยังขาดหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างกระดาดแดงกับยาแผนปัจจุบัน ยังมีจำกัด จึงไม่สามารถกำหนดรายการยาที่มีปฏิกิริยากับกระดาดแดงได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม หากใช้กระดาดแดงเป็นส่วนประกอบในตำรับยา เช่น ยาธรณีสันฑะฆาต ต้องพิจารณาปฏิกิริยาของยาทั้งตำรับร่วมด้วย โดยตำรับดังกล่าวมีข้อควรระวังเกี่ยวกับยาบางกลุ่มจากส่วนประกอบอื่น เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด และยาบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับพริกไทยในตำรับ

การใช้ในอาหาร

กระดาดหรือ Alocasia macrorrhizos มีประวัติการใช้เป็นอาหารในบางพื้นที่ โดยเฉพาะ ก้านใบ ลำต้น และส่วนหัว แต่ต้องผ่านการปรุงอย่างเหมาะสมเพื่อช่วยลดสารที่ก่อการระคายเคือง เช่น calcium oxalate และสารต้านโภชนาการอื่น ๆ การรับประทานส่วนสดจึงไม่ปลอดภัย

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ตำรับยาแผนไทย : ใช้หัวเป็นพืชวัตถุในตำรับยา
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : สามารถพบในบริบทของวัตถุดิบสำหรับตำรับยาแผนไทยที่มีการกำหนดวิธีเตรียมเฉพาะ
  • ไม้ประดับ : นิยมปลูกเป็นไม้ประดับเนื่องจากใบมีขนาดใหญ่และมีรูปทรงโดดเด่น

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • การเก็บเกี่ยว : ควรเลือกหัวหรือเหง้าที่สมบูรณ์ ปราศจากเชื้อราและการเน่าเสีย
  • การเตรียมก่อนใช้เป็นยา : หัวกระดาดแดงที่นำไปใช้ในตำรับยาแผนไทยต้อง ปิ้งไฟหรือนึ่งก่อน
  • การทำให้แห้ง : หากต้องเก็บเป็นวัตถุดิบแห้ง ควรทำความสะอาด หั่นตามความเหมาะสม และทำให้แห้งสนิทก่อนบรรจุ
  • การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แมลง และเชื้อรา และควรแยกจากสมุนไพรที่รับประทานได้โดยตรง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กระดาดเป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการนำส่วนต่าง ๆ ไปใช้ทั้งในด้านอาหาร งานพื้นบ้าน และการแพทย์พื้นบ้าน โดยข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ของไทยระบุการใช้ราก เหง้า ใบ และส่วนลำต้นในภูมิปัญญาท้องถิ่นหลายรูปแบบ

ประวัติและวัฒนธรรม

กระดาดเป็นพืชที่พบในประเทศไทยมาเป็นเวลานานและมีชื่อเรียกแตกต่างกันตามภูมิภาค เช่น กระดาดดำ กระดาดแดง กลาดีบูเก๊าะ โทป้ะ บอนกาวี บึมบื้อ เผือกกะลา และมันโทป้าด สะท้อนถึงความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมของการใช้พืชชนิดนี้ในประเทศไทย

ในด้านการแพทย์แผนไทย กระดาดแดงได้รับการบันทึกเป็น พืชวัตถุ และเป็นส่วนประกอบของตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ แสดงให้เห็นถึงการสืบทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับพืชชนิดนี้จากตำรับยาและการแพทย์พื้นบ้านเข้าสู่ระบบการแพทย์แผนไทยอย่างเป็นทางการ

สถานะการอนุรักษ์

Alocasia macrorrhizos เป็นพืชที่มีการปลูกอย่างแพร่หลายและมีการกระจายพันธุ์กว้างในเขตร้อน จึงไม่ใช่พืชที่มีข้อกังวลด้านการอนุรักษ์ในระดับเดียวกับพืชเฉพาะถิ่นที่มีพื้นที่กระจายพันธุ์จำกัด อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ สายพันธุ์พื้นบ้านและรูปแบบที่ใช้เป็นกระดาดแดง ควรทำควบคู่กับการอนุรักษ์องค์ความรู้ด้านการใช้เป็นพืชวัตถุ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Division) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Liliopsida
  • อันดับ (Order) : Alismatales
  • วงศ์ (Family) : Araceae
  • สกุล (Genus) : Alocasia (Schott) G.Don
  • ชนิด (Species) : Alocasia macrorrhizos (L.) G.Don
  • ชื่อพ้องสำคัญ (Synonyms) : Arum macrorrhizon L.; Colocasia macrorrhiza (L.) Schott; Alocasia indica (Lour.) Spach

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ลักษณะทางมหภาค : ตรวจสอบจากลักษณะหัวหรือเหง้า ใบ ก้านใบ และลักษณะภายนอกของวัตถุดิบให้สอดคล้องกับ Alocasia macrorrhizos
  • การตรวจสอบทางพฤกษศาสตร์ : เปรียบเทียบลักษณะต้น ใบ ช่อดอก และผลกับตัวอย่างอ้างอิงทางพฤกษศาสตร์
  • การตรวจสอบทางจุลทรรศน์ : สามารถใช้ลักษณะทางกายวิภาคของเนื้อเยื่อและผลึกแคลเซียมออกซาเลตประกอบการตรวจสอบ
  • การตรวจสอบทางเคมี : ใช้ลายนิ้วมือทางเคมี เช่น TLC/HPTLC หรือวิธีวิเคราะห์ที่เหมาะสม เพื่อควบคุมความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ
  • การตรวจสอบระดับโมเลกุล : ในกรณีที่จำเป็น สามารถใช้ DNA barcoding เพื่อยืนยันชนิด โดยเฉพาะเมื่อวัตถุดิบแห้งมีลักษณะภายนอกไม่เพียงพอต่อการจำแนก

คำเตือนทางการแพทย์

กระดาดแดงไม่ควรรับประทานสด เนื่องจากมีผลึก calcium oxalate raphides ซึ่งสามารถก่อให้เกิดอาการแสบ คัน ปวด บวม และอักเสบต่อผิวหนัง เยื่อบุช่องปากและลำคอ และอาจเป็นอันตรายเมื่อสัมผัสตา

การใช้เป็น ยาสมุนไพรกระดาดแดง ต้องใช้วัตถุดิบที่ถูกชนิด ผ่านการเตรียมตามตำรับ โดยรายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติระบุให้ ปิ้งไฟหรือนึ่งก่อนนำไปใช้ ไม่ควรนำหัวสดมาบดหรือรับประทานเอง และไม่ควรนำผลการศึกษาสารสกัดในสัตว์ทดลองมาใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์สำหรับมนุษย์

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับพุทธศักราช 2564. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). กระดาด. ฐานข้อมูลพิษวิทยาของพืชสมุนไพร.
  3. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). Alocasia macrorrhizos (L.) G.Don. สารานุกรมพืชและ e-Flora of Thailand.
  4. จันทรประสงค์, จ., และ ผู้พัฒนพงศ์, ล. (ม.ป.ป.). กระดาด: Alocasia macrorrhizos (L.) G.Don. อนุกรมวิธานพืช, NECTEC.
  5. Müller, J. V., & Guzzon, F. (2024). The forgotten giant of the Pacific: A review on giant taro (Alocasia macrorrhizos (L.) G.Don). Genetic Resources and Crop Evolution, 71, 519–527.
  6. Rahman, M. M., Hossain, M. A., Siddique, S. A., Biplab, K. P., & Uddin, M. H. (2012). Antihyperglycemic, antioxidant and cytotoxic activities of Alocasia macrorrhizos (Linn.) rhizome extract. Turkish Journal of Biology, 36(5), 574–579.
  7. Yuliana, Y., & Fatmawati, S. (2018). Senyawa metabolit sekunder dan aspek farmakologi dari Alocasia macrorrhizos. Akta Kimia Indonesia, 3(1).
  8. Taher, M., et al. (2022). Traditional uses, phytochemistry and biological activities of Alocasia species: A systematic review. Frontiers in Pharmacology, 13, 849704.
  9. Royal Botanic Gardens, Kew. (ม.ป.ป.). Alocasia macrorrhizos. Plants of the World Online / horticultural information.
  10. Royal Society of Chemistry. (2025). A comprehensive review on the nutritional value, anti-nutritional factors, acridity, medicinal properties, and culinary applications of Alocasia macrorrhizos. Sustainable Food Technology, 4, 225–240.
Scroll to top