กบ
กบ เป็นสัตว์วัตถุที่ปรากฏในองค์ความรู้ เภสัชกรรมไทย โดยจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์น้ำ/สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และมีการนำ น้ำมันกบ มาใช้เป็นเครื่องยาในตำรายาไทย โดยเฉพาะการใช้ภายนอกเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อย ขัดยอก และเคล็ดกระดูก ข้อมูลด้านอนุกรมวิธานของกบที่ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในฐานข้อมูลไทยระบุถึง กบนา (Hoplobatrachus rugulosus) ซึ่งเป็นกบที่พบแพร่หลายในพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย
ข้อมูลพื้นฐาน
- ชื่อ : กบ
- ประเภทเภสัชวัตถุ : สัตว์วัตถุ
- กลุ่ม : สัตว์น้ำ/สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ
- ชื่อสามัญ : Frog, Rice field frog, East Asian bullfrog
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในฐานข้อมูลไทย : Hoplobatrachus rugulosus (Wiegmann, 1834)
- ชื่อไทย : กบนา, กบ
- ส่วนที่นำมาใช้เป็นยา : น้ำมัน
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอธิบายว่า สัตว์วัตถุ เป็นหนึ่งใน 3 ประเภทของเภสัชวัตถุ ได้แก่ พืชวัตถุ สัตว์วัตถุ และธาตุวัตถุ โดยสามารถนำส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ เช่น หนัง เขา กระดูก เนื้อ เอ็น เลือด หรือน้ำมัน มาใช้เป็นเครื่องยาได้
ลักษณะทางชีววิทยาและสัณฐานวิทยา
- ลักษณะทั่วไป : กบนาเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ลำตัวค่อนข้างใหญ่และแข็งแรง มีผิวหนังชื้น ช่วยในการดำรงชีวิตทั้งบนบกและในน้ำ
- ผิวหนัง : ผิวหนังมีต่อมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันเชื้อโรคและการดำรงสมดุลของร่างกาย โดยผิวหนังของกบเป็นแหล่งของเปปไทด์หลายชนิดที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ
- การเจริญเติบโต : มีวงจรชีวิตจากไข่ → ลูกอ๊อด → ระยะเปลี่ยนแปลงรูปร่าง → ตัวเต็มวัย โดยงานวิจัยในประเทศไทยพบว่าระยะตัวอ่อนและการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเกิดขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
กบนา (Hoplobatrachus rugulosus) มีการกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวางในเอเชีย โดยพบในประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงจีนตอนใต้ เมียนมา ลาว เวียดนาม และกัมพูชา
ในประเทศไทยพบกบนาในบริเวณ พื้นที่ชุ่มน้ำ นาข้าว แหล่งน้ำ และพื้นที่เกษตรกรรม และมีการศึกษาประชากรจากหลายภูมิภาคของประเทศ โดยพบความแตกต่างทางพันธุกรรมระหว่างประชากรในแต่ละพื้นที่
การเพาะเลี้ยงและการขยายพันธุ์
- การเพาะเลี้ยง : กบนาเป็นสัตว์ที่มีการเพาะเลี้ยงเชิงเศรษฐกิจในประเทศไทยและหลายประเทศในเอเชีย
- การขยายพันธุ์ : ใช้พ่อแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์และจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการผสมพันธุ์และการวางไข่
- ระยะลูกอ๊อด : ต้องจัดการคุณภาพน้ำ อาหาร และความหนาแน่นของลูกอ๊อดอย่างเหมาะสม
- การอนุบาล : เมื่อลูกอ๊อดเข้าสู่ระยะเปลี่ยนรูปร่าง จำเป็นต้องจัดพื้นที่ให้เหมาะสมทั้งส่วนที่เป็นน้ำและพื้นที่ขึ้นบก
- การเลี้ยงเชิงเศรษฐกิจ : มีการศึกษาการจัดการอาหาร แร่ธาตุ และการป้องกันโรคเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะเลี้ยงกบนา
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- น้ำมันกบ : เป็นส่วนที่ระบุในองค์ความรู้เภสัชกรรมไทยสำหรับนำมาทำยา โดยใช้ในลักษณะ ยาสำหรับทาภายนอก
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย
- น้ำมันกบ : ใช้ทาแก้อาการ ปวดเมื่อย
- น้ำมันกบ : ใช้ทาแก้อาการ ขัดยอก
- น้ำมันกบ : ใช้ทาบริเวณที่มีอาการ เคล็ดกระดูก
- น้ำมันกบ : ตำรายาไทยระบุการใช้โดย สุมไฟ และนำไปใช้ตามวิธีการปรุงยาของตำรับ
ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
การใช้กบเป็น สัตว์วัตถุ ในตำรับยาไทยสะท้อนภูมิปัญญาการนำส่วนประกอบจากสัตว์มาใช้เป็นเครื่องยา โดยเฉพาะ น้ำมันกบสำหรับใช้ภายนอก อย่างไรก็ตาม การใช้ดังกล่าวเป็นองค์ความรู้ดั้งเดิมและไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางคลินิกในมนุษย์
ในตำรับยา
น้ำมันกบ ปรากฏในข้อมูลเภสัชวัตถุประเภทสัตว์วัตถุของตำรายาไทย โดยมีการระบุสรรพคุณสำหรับใช้ภายนอก ได้แก่ แก้ปวดเมื่อย ขัดยอก และเคล็ดกระดูก
วิธีใช้
- การใช้ตามตำรายาไทย : นำน้ำมันกบมาใช้สำหรับ ทาภายนอก บริเวณที่มีอาการปวดเมื่อย ขัดยอก หรือเคล็ดกระดูก
- วิธีการเตรียม : ตำรายาไทยบางแหล่งระบุการ สุมไฟ ก่อนนำไปใช้เป็นยา
หมายเหตุ : การใช้สัตว์วัตถุเป็นยาไม่ควรนำมารับประทานหรือเตรียมใช้เองโดยไม่มีความรู้ด้านเภสัชกรรมไทย เนื่องจากวิธีเตรียมและคุณภาพของวัตถุดิบมีผลต่อความปลอดภัย
ในบัญชียาจากสมุนไพร
จากการตรวจสอบข้อมูล บัญชียาจากสมุนไพรและบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร ที่เผยแพร่โดยหน่วยงานภาครัฐ ไม่พบข้อมูลที่ระบุ กบหรือน้ำมันกบ เป็นตัวยาสำคัญหรือข้อบ่งใช้ในบัญชียาจากสมุนไพรในลักษณะเดียวกับตำรับยาสมุนไพรที่ขึ้นทะเบียนในระบบปัจจุบัน
สาระสำคัญ
สาระสำคัญของ กบในมุมมองเภสัชกรรมไทย อยู่ที่การนำ น้ำมันจากกบ มาใช้เป็นเครื่องยา ส่วนในมุมมองวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ งานวิจัยมุ่งศึกษาสารชีวโมเลกุลจากผิวหนัง โดยเฉพาะ เปปไทด์ต้านจุลชีพ (antimicrobial peptides) และเปปไทด์ที่มีฤทธิ์ต่อกระบวนการอักเสบและการสมานแผล
องค์ประกอบทางเคมี
การศึกษาสมัยใหม่พบสารชีวโมเลกุลจากผิวหนังของ Hoplobatrachus rugulosus หลายกลุ่ม โดยเฉพาะ peptides เช่น
- Cathelicidins : เปปไทด์ในระบบภูมิคุ้มกันโดยกำเนิดของกบ
- HR-CATH : cathelicidin ที่แยกและศึกษาจาก H. rugulosus
- HR-CATH2 : เปปไทด์ cathelicidin ที่มีการศึกษาด้านฤทธิ์ต้านจุลชีพและต้านการอักเสบ
- Brevinin-1GHd : เปปไทด์จาก H. rugulosus ที่มีการศึกษาฤทธิ์จับ LPS และลดการตอบสนองต่อการอักเสบ
- TK-HR : เปปไทด์จากผิวหนังที่มีการศึกษาด้านการสมานแผล
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยสมัยใหม่ของ Hoplobatrachus rugulosus ส่วนใหญ่ไม่ได้ศึกษาสูตร น้ำมันกบตามตำรายาไทยโดยตรง แต่ศึกษาสารชีวโมเลกุลที่ได้จากผิวหนังและองค์ประกอบทางพันธุกรรมของกบ
- งานวิจัยปี ค.ศ. 2021 พบ HR-CATH มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียบางชนิดในหลอดทดลอง และมีผลต่อการตอบสนองของเซลล์ภูมิคุ้มกัน
- งานวิจัยปี ค.ศ. 2023 พบเปปไทด์ TK-HR จากผิวหนังของ H. rugulosus สามารถเร่งการปิดของบาดแผลในแบบจำลองหนู และเกี่ยวข้องกับเส้นทาง MAPK และ TGF-β-Smad
- งานวิจัยปี ค.ศ. 2025 รายงาน cathelicidin ใหม่ 4 ชนิดจาก H. rugulosus โดย cathelicidin-1 และ cathelicidin-2 แสดงฤทธิ์ต้านจุลชีพในหลอดทดลอง
- งานวิจัยอีกฉบับศึกษาสาร HR-CATH2 และพบฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบ และลดความรุนแรงของภาวะอักเสบในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
หมายเหตุ : ผลการทดลองดังกล่าวเป็นหลักฐานของสารหรือโมเลกุลเฉพาะในระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง ยังไม่ควรนำไปสรุปว่า กบหรือน้ำมันกบสามารถรักษาโรคในมนุษย์ ได้
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับภูมิปัญญาไทย : มีข้อมูลการใช้ น้ำมันกบ ในตำรายาไทยสำหรับการใช้ภายนอก
- ระดับห้องปฏิบัติการ : มีหลักฐานเกี่ยวกับเปปไทด์จากผิวหนังที่มีฤทธิ์ ต้านจุลชีพและปรับการอักเสบ
- ระดับสัตว์ทดลอง : มีงานวิจัยบางส่วนเกี่ยวกับการสมานแผลและการอักเสบ
- ระดับการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ : ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลของ น้ำมันกบ สำหรับรักษาอาการปวดหรือโรคต่าง ๆ ในมนุษย์
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
การศึกษาทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวข้องกับ H. rugulosus พบประเด็นสำคัญ ได้แก่
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : HR-CATH และ cathelicidin บางชนิดสามารถยับยั้งแบคทีเรียที่ใช้ทดสอบในห้องปฏิบัติการ
- ฤทธิ์ปรับภูมิคุ้มกัน : HR-CATH สามารถกระตุ้นการตอบสนองของเซลล์ภูมิคุ้มกันบางชนิด
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : HR-CATH2 และ Brevinin-1GHd แสดงผลต่อเส้นทางการอักเสบในแบบจำลองเซลล์และสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ส่งเสริมการสมานแผล : TK-HR แสดงผลส่งเสริมการปิดบาดแผลในแบบจำลองหนู
ความปลอดภัย
ควรแยก การใช้กบเป็นอาหาร ออกจาก การใช้น้ำมันกบเป็นยา เนื่องจากเป็นคนละรูปแบบและคนละวัตถุประสงค์
กบที่นำมาใช้เป็นอาหารหรือเป็นวัตถุดิบควรมาจากแหล่งที่ควบคุมคุณภาพ เนื่องจากสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกสามารถสัมผัสสารปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมได้ งานวิจัยที่ตรวจตัวอย่างขากบจากไทยและเวียดนามพบว่ามีการตรวจหาสารโลหะและกึ่งโลหะ เช่น สารหนู แคดเมียม โครเมียม และตะกั่ว ในตัวอย่าง
นอกจากนี้ งานวิจัยด้านพิษวิทยาพบว่า ลูกอ๊อดของ H. rugulosus มีความไวต่อสารกำจัดศัตรูพืชบางชนิด เช่น methomyl ซึ่งสามารถก่อให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อตับและไตในระดับที่เป็นพิษ
ข้อห้ามใช้
- ไม่ควรใช้ น้ำมันกบที่ไม่ทราบแหล่งที่มา หรือไม่ผ่านการเตรียมตามหลักเภสัชกรรมไทย
- ไม่ควรนำผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ภายนอกมารับประทาน
- ผู้ที่มีประวัติ แพ้ส่วนประกอบจากสัตว์ ควรหลีกเลี่ยงหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้
- ไม่ควรใช้กับ แผลเปิด แผลติดเชื้อ หรือเยื่อบุตา หากผลิตภัณฑ์ไม่ได้ระบุว่าสามารถใช้บริเวณดังกล่าวได้
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างน้ำมันกบกับยาแผนปัจจุบัน ดังนั้นผู้ที่รับประทานยาประจำหรือมีโรคประจำตัวควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์จากกบในเชิงยา
การใช้ในอาหาร
กบนา เป็นสัตว์เศรษฐกิจและเป็นแหล่งอาหารที่มีการบริโภคในประเทศไทยและหลายประเทศในเอเชีย จึงมีการเพาะเลี้ยงกบเพื่อเป็นแหล่งโปรตีนและผลิตอาหาร
การนำกบมาประกอบอาหารควรปรุงให้ สุกอย่างทั่วถึง และเลือกวัตถุดิบจากแหล่งที่มีมาตรฐานด้านสุขอนามัย
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์ยาแผนไทย/ตำรับพื้นบ้าน : น้ำมันกบใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับตำรับยาภายนอกตามองค์ความรู้ดั้งเดิม
- ผลิตภัณฑ์วิจัย : เปปไทด์จากผิวหนัง เช่น cathelicidins และ TK-HR กำลังได้รับความสนใจในฐานะสารต้นแบบสำหรับการพัฒนายาต้านจุลชีพและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการสมานแผล
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- วัตถุดิบสำหรับยา : ควรได้จากแหล่งที่มีการควบคุมและตรวจสอบย้อนกลับได้
- น้ำมันกบ : ควรเก็บในภาชนะที่สะอาด ปิดสนิท ป้องกันความร้อน แสง และความชื้น
- ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป : ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตเกี่ยวกับอุณหภูมิและอายุการเก็บรักษา
- การใช้เป็นอาหาร : เนื้อกบสดควรเก็บในระบบความเย็นและไม่ควรเก็บไว้นานเกินระยะเวลาที่เหมาะสม
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กบ เป็นตัวอย่างของ สัตว์วัตถุในเภสัชกรรมไทย ซึ่งสะท้อนแนวคิดการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้เป็นเครื่องยา โดยมีการระบุ น้ำมันกบ สำหรับทาภายนอกเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อย ขัดยอก และเคล็ดกระดูก
ประวัติและวัฒนธรรม
กบมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของสังคมเกษตรกรรมไทย โดยเฉพาะพื้นที่ นาข้าวและแหล่งน้ำตามธรรมชาติ และเป็นทั้งสัตว์ที่ใช้เป็นอาหารและทรัพยากรในภูมิปัญญาท้องถิ่น นอกจากนี้กบนายังมีความสำคัญทางเศรษฐกิจจากการเพาะเลี้ยงในประเทศไทย
สถานะการอนุรักษ์
กบนามีการกระจายพันธุ์ค่อนข้างกว้างและมีการเพาะเลี้ยงในหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ชุ่มน้ำ มลพิษทางการเกษตร และสารเคมีในสิ่งแวดล้อมสามารถส่งผลกระทบต่อสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกได้ งานวิจัยใน H. rugulosus แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของสารกำจัดศัตรูพืชต่อการเจริญเติบโต การเปลี่ยนรูปร่าง และเนื้อเยื่อของลูกอ๊อด
หมายเหตุ : ควรแยก สถานะการอนุรักษ์ของชนิดพันธุ์ ออกจากสถานะของประชากรในแต่ละพื้นที่ เพราะแรงกดดันต่อประชากรในท้องถิ่นอาจแตกต่างกัน
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Animalia
- ไฟลัม (Phylum) : Chordata
- ชั้น (Class) : Amphibia
- อันดับ (Order) : Anura
- วงศ์ (Family) : Dicroglossidae
- สกุล (Genus) : Hoplobatrachus
- ชนิด (Species) : Hoplobatrachus rugulosus
- ชื่อวิทยาศาสตร์เต็ม : Hoplobatrachus rugulosus (Wiegmann, 1834)
ฐานข้อมูล TH-BIF ระบุ Hoplobatrachus rugulosus (Wiegmann, 1834) เป็นชื่อที่ยอมรับ (Accepted name) และแสดงชื่อพ้องหลายชื่อ ขณะที่ NCBI Taxonomy ก็รับรองชื่อดังกล่าวเป็นชื่อปัจจุบันของชนิดพันธุ์นี้
ชื่อพ้องที่สำคัญ : Rana rugulosa Wiegmann, 1834, Rana tigrina rugulosa, Hoplobatrachus chinensis และชื่ออื่น ๆ ที่ปรากฏในฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน
*หมายเหตุ : งานศึกษาทางพันธุกรรมในประเทศไทยพบความแตกต่างของสายวิวัฒนาการภายในกลุ่ม H. rugulosus และเสนอว่าประชากรบางกลุ่มอาจมีความซับซ้อนทางอนุกรมวิธานมากกว่าที่สัณฐานวิทยาภายนอกแสดงให้เห็น
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบ กบในฐานะสัตว์วัตถุ ควรพิจารณาหลายองค์ประกอบร่วมกัน ได้แก่
- ชื่อพื้นเมืองและชื่อสามัญ : กบ, กบนา
- ลักษณะทางสัณฐานวิทยา : รูปร่าง ขนาด สี ลวดลาย ผิวหนัง และลักษณะของขา
- แหล่งที่มา : พื้นที่เก็บหรือแหล่งเพาะเลี้ยง
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hoplobatrachus rugulosus (Wiegmann, 1834)
- การตรวจสอบทางโมเลกุล : สามารถใช้การวิเคราะห์ DNA เพื่อช่วยจำแนกชนิดและตรวจสอบความแตกต่างระหว่างประชากร โดยเฉพาะกรณีที่ลักษณะภายนอกใกล้เคียงกัน
คำเตือนทางการแพทย์
กบหรือน้ำมันกบตามตำรายาไทยไม่ควรถูกนำเสนอว่าเป็นยารักษาโรคที่ได้รับการพิสูจน์ทางคลินิกแล้ว หลักฐานสมัยใหม่ที่น่าสนใจส่วนใหญ่เป็นการศึกษาเปปไทด์ที่แยกจากผิวหนังของ H. rugulosus ในระดับหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง ไม่ใช่การทดลองทางคลินิกของน้ำมันกบในมนุษย์
หากต้องการใช้ น้ำมันกบหรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์วัตถุเพื่อวัตถุประสงค์ทางยา ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีแหล่งที่มาชัดเจนและผ่านมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง และควรปรึกษา แพทย์แผนไทย เภสัชกร หรือแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการปวดเรื้อรัง บาดเจ็บรุนแรง หรือมีการใช้ยาอื่นร่วมด้วย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2561). ห้องเภสัชกรรมไทย: เภสัชวัตถุและสัตว์วัตถุ. กระทรวงสาธารณสุข.
- สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2569). ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ: Hoplobatrachus rugulosus (Wiegmann, 1834). TH-BIF.
- ปันสุข, อ. (2553). Morphological differences and genetic diversity of rice field frogs, Hoplobatrachus rugulosus (Wiegmann, 1835), from habitats in Thailand [วิทยานิพนธ์ระดับดุษฎีบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย].
- Traijitt, T., Kitana, N., Khonsue, W., & Kitana, J. (2021). Chronological changes in the somatic development of Hoplobatrachus rugulosus (Wiegmann, 1834). Tropical Natural History, 21(1), 184–199.
- Chaiyapo, M., et al. (2017). Lethal and sublethal effects of a methomyl-based insecticide in Hoplobatrachus rugulosus. Journal of Toxicologic Pathology, 30(1).
- Yang, X., et al. (2021). Molecular characterization of cathelicidin in tiger frog (Hoplobatrachus rugulosus): Antimicrobial activity and immunomodulatory activity. Comparative Biochemistry and Physiology Part C: Toxicology & Pharmacology, 247, 109072.
- Yang, X., et al. (2024/2025). Antimicrobial activity and immunomodulation of four novel cathelicidin genes isolated from the tiger frog Hoplobatrachus rugulosus. Comparative Biochemistry and Physiology Part C: Toxicology & Pharmacology, 289, 110091.
- Liao, H., et al. (2025). Characterization and functional analysis of HR-CATH2, a novel anti-septic Cathelicidin from Hoplobatrachus rugulosus. Zoological Research.
- Peptide TK-HR from the Skin of Chinese Folk Medicine Frog Hoplobatrachus rugulosus Accelerates Wound Healing via the Activation of the Neurokinin-1 Receptor. (2023). Journal of Medicinal Chemistry.
- National Center for Biotechnology Information. (2026). Taxonomy Browser: Hoplobatrachus rugulosus. NCBI.
