กกดอกขาว

กกดอกขาว

กกดอกขาว

กกดอกขาว เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปีในวงศ์กก (Cyperaceae) มีลักษณะเด่นคือ เหง้าใต้ดินที่ทอดเลื้อย ใบเรียวยาว และช่อดอกกลมแน่นสีเขียวอ่อนถึงขาว พบได้ตามพื้นที่ชื้น นาข้าว ริมทาง และพื้นที่รกร้างในเขตร้อนและกึ่งร้อนของหลายภูมิภาคของโลก ในประเทศไทยมีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น หญ้าหัวโม่ง หญ้าก๊ดหมู หญ้าขนหมู และหญ้าดอกขาว และมีการใช้เป็น สมุนไพรพื้นบ้าน โดยเฉพาะส่วนหัวหรือเหง้าและทั้งต้น

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : กกดอกขาว
  • ชื่อท้องถิ่น : หญ้าก๊ดหมู, สลายก๊ดหมู (ลำพูน), หญ้าหัวโม่ง (สุราษฎร์ธานี), หญ้ากกดอกขาว (กรุงเทพฯ), หญ้าขนหมู, หญ้าดอกขาว และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ
  • ชื่อสามัญ : Green Kyllinga, Perennial Greenhead Sedge, Shortleaf Spikesedge, Green Water Sedge
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบัน : Cyperus brevifolius (Rottb.) Hassk.
  • ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร : Kyllinga brevifolia Rottb.
  • วงศ์ : Cyperaceae
  • อายุ : พืชล้มลุกหลายปี มีเหง้าใต้ดิน
  • ลักษณะเด่น : เจริญเป็นกอ มีเหง้าเลื้อยขนานกับผิวดิน และสามารถแตกต้นใหม่จากข้อของเหง้าได้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นเหนือดินตั้งตรงและมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมเมื่อมองในภาคตัดขวาง ผิวค่อนข้างเรียบ สีเขียว สูงโดยทั่วไปประมาณ 15–20 เซนติเมตร แต่อาจพบต้นที่สูงได้มากกว่านี้ตามสภาพแวดล้อม
  • เหง้า : มีเหง้าใต้ดินขนาดเล็กทอดเลื้อยไปตามแนวราบ มีข้อและสามารถออกรากและต้นใหม่ตามข้อได้ ทำให้พืชขยายเป็นหย่อมได้รวดเร็ว
  • ราก : เป็นระบบรากฝอย ออกรากจากข้อของเหง้าใต้ดิน
  • ใบ : ใบเดี่ยวออกจากบริเวณโคนต้น รูปแถบหรือรูปเส้นยาวเรียว ปลายแหลม ขนาดประมาณ 1–3 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 5–15 เซนติเมตร ฐานใบมีกาบหุ้มลำต้น และอาจมีสีแดงหรือสีน้ำตาลอมม่วง
  • ดอก : ออกเป็นช่อแบบกระจุกหรือช่อรูปหัวกลมที่ปลายก้าน ช่อดอกมีดอกย่อยจำนวนมากเรียงตัวอัดแน่น สีเขียวอ่อนหรือเขียวอมขาว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล มีใบประดับคล้ายใบรองรับบริเวณฐานช่อประมาณ 3 ใบ
  • ผล : เป็นผลแห้งแบบอะคีน (achene) รูปไข่กลับหรือรูปรีแกมไข่ สีน้ำตาล เมื่อแก่สามารถร่วงไปพร้อมกับช่อดอก

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิดและเขตการกระจายพันธุ์ : พบเป็นพืชพื้นเมืองอย่างกว้างขวางในเขตร้อนและกึ่งร้อนของโลก รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย จีน ญี่ปุ่น เนปาล ออสเตรเลีย แอฟริกา และทวีปอเมริกา
  • ในประเทศไทย : พบในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ พื้นที่ชื้น นาข้าว ริมน้ำ ริมทาง และพื้นที่รกร้าง มีรายงานชื่อท้องถิ่นในกรุงเทพมหานครและจังหวัดสุราษฎร์ธานี
  • สภาพแวดล้อม : สามารถเจริญได้ทั้งในพื้นที่ชื้นแฉะและพื้นที่ที่มีความชื้นตามฤดูกาล รวมถึงทุ่งหญ้า พื้นที่ริมลำธาร และพื้นที่ถูกรบกวน

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การปลูก : ควรใช้ดินร่วนหรือดินร่วนเหนียวที่สามารถเก็บความชื้นได้ดี และเลือกบริเวณที่มีแสงแดดเพียงพอ เนื่องจากเป็นพืชที่พบได้ดีในพื้นที่เปิดและพื้นที่ชื้น
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เมล็ดสามารถงอกได้ดีเมื่ออยู่ใกล้ผิวดินและมีความชื้นเพียงพอ การทดลองพบว่าแสงมีความสำคัญต่อการงอกของเมล็ด และการฝังเมล็ดลึกเกินไปทำให้อัตราการงอกลดลงอย่างมาก
  • การขยายพันธุ์ด้วยเหง้า : สามารถแยกเหง้าที่มีข้อและตาหรือส่วนของกอไปปลูกได้ เหง้าสามารถออกรากและแตกต้นใหม่จากข้อ
  • การดูแล : รักษาความชื้นของดินในระยะตั้งตัว และกำจัดวัชพืชชนิดอื่นที่แข่งขันด้านแสงและธาตุอาหาร

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • หัวหรือเหง้า : ใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านสำหรับเตรียมเป็นยาต้ม ยาพอก หรือใช้ร่วมกับวิธีการรักษาพื้นบ้านบางรูปแบบ
  • ทั้งต้น : มีรายงานการใช้เป็นยาสมุนไพรพื้นบ้าน โดยเฉพาะการต้มเป็นน้ำดื่ม
  • ราก : มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาท้องถิ่นบางพื้นที่สำหรับอาการทางผิวหนังและการใช้ภายนอก

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย

  • หัวหรือเหง้า รสหอมร้อน : มีการระบุสรรพคุณตามตำราสมุนไพรไทยว่าใช้สำหรับ แก้บิด ถ่ายเป็นมูกเลือด แก้ไข้ แก้ไอ แก้เจ็บคอ แก้หลอดลมอักเสบ ไอกรน และช่วยขับลม
  • มีการกล่าวถึงการใช้สำหรับ ปวดข้อ ปวดกระดูก อาการอืดแน่นท้อง ขับปัสสาวะ และขับเสมหะ
  • ทั้งต้น รสหอมสุขุม : มีการระบุว่าใช้ แก้ไอเป็นเลือด ตามภูมิปัญญาสมุนไพรไทย

ภูมิปัญญาพื้นบ้าน

  • เหง้า : ใช้ตำหรือบดแล้วพอกบริเวณ แผล หนอง บวมอักเสบ แผลจากการหกล้ม แผลมีดบาด ผื่นคัน และบริเวณที่มีอาการอักเสบของผิวหนัง
  • ทั้งต้น : ในตำรายาสมุนไพรของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการใช้ยาต้มจากทั้งต้นเพื่อ ขับปัสสาวะ และมีการบันทึกการใช้ในกรณี ไข้มาลาเรีย
  • ราก : ภูมิปัญญาท้องถิ่นบ้านศรีนาวา จังหวัดนครนายก ระบุการใช้สำหรับ ผดผื่น คัน ลมพิษ แผลบวมอักเสบ แผลจากการหกล้ม แผลมีดบาด กระดูกหัก และพิษงูกัด

ในตำรับยาและการแพทย์พื้นบ้านต่างประเทศ

  • การแพทย์พื้นบ้านปารากวัย : มีการใช้เหง้าเป็นเครื่องดื่มและกล่าวถึงคุณสมบัติด้าน ช่วยการย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ ระงับประสาท คลายเกร็ง บำรุง และช่วยให้เหงื่อออก
  • การแพทย์พื้นบ้านจีน : มีประวัติการใช้ Cyperus brevifolius เป็นสมุนไพร และมีการศึกษาทางพันธุศาสตร์ของพืชชนิดนี้ในฐานะพืชสมุนไพร

หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้านและตำราสมุนไพร ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์

วิธีใช้

  • ยาต้ม : ใช้ส่วนของพืชที่ผ่านการทำความสะอาดและต้มในน้ำตามวิธีพื้นบ้าน โดยมีรายงานการใช้ ทั้งต้นเป็นยาต้ม เพื่อขับปัสสาวะและใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่
  • ยาพอก : เหง้าสามารถตำหรือบดแล้วนำไปพอกภายนอกบริเวณที่มีแผลหรืออาการอักเสบตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • เครื่องดื่มสมุนไพร : ในปารากวัยมีการใช้เหง้าทำเป็นเครื่องดื่มพื้นบ้าน
  • ขนาดรับประทาน : ยังไม่มีข้อมูลขนาดรับประทานมาตรฐานสำหรับการใช้ กกดอกขาว ในคน จึงไม่ควรนำขนาดจากการทดลองในสัตว์มาใช้เป็นขนาดยาสำหรับมนุษย์

สาระสำคัญ

สาระสำคัญของ กกดอกขาว อยู่ที่กลุ่มสารพฤกษเคมีหลายประเภท โดยเฉพาะ ฟลาโวนอยด์ ไกลโคไซด์ และสารระเหยกลุ่มโมโนเทอร์พีน เซสควิเทอร์พีน และไดเทอร์พีน องค์ประกอบอาจแตกต่างกันอย่างมากตามส่วนของพืช แหล่งภูมิศาสตร์ และวิธีสกัด

องค์ประกอบทางเคมี

  • ฟลาโวนอยด์ไกลโคไซด์ : พบ kaempferol 3-O-beta-apiosyl-(1→2)-beta-glucoside, isorhamnetin 3-O-beta-apiosyl-(1→2)-beta-glucoside และ quercetin triglycoside ในตัวอย่างของ Kyllinga brevifolia
  • ฟลาโวนอยด์ : มีรายงานการพบ quercetin และ luteolin ในใบและช่อดอก
  • น้ำมันหอมระเหย : องค์ประกอบแตกต่างตามแหล่งตัวอย่าง โดยมีรายงาน α-cadinol, τ-muurolol, germacrene D-4-ol, δ-cadinene, α-muurolol และ germacrene D ในตัวอย่างจากเนปาล
  • สารระเหยอื่น ๆ : มีรายงาน myrtenol, nonanal, germacrene A, gamma-terpinene, beta-bourbonene และสารเทอร์พีนชนิดอื่น ๆ ในส่วนเหนือดิน
  • สารกลุ่มไดเทอร์พีน : มีรายงาน manoyl oxide และอนุพันธ์ในน้ำมันหอมระเหยของพืชชนิดนี้

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยของ กกดอกขาว (Cyperus brevifolius) ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง โดยมีการศึกษาด้านเภสัชวิทยาของสารสกัดจากเหง้า รวมถึงการศึกษาด้านองค์ประกอบทางเคมีและความเป็นพิษเฉียบพลัน

  • การทดลองในหนูพบว่าสารสกัดเหง้าแบบไฮโดรแอลกอฮอล์มีผลต่อ ระบบประสาทส่วนกลาง พฤติกรรม และการเคลื่อนไหว และมีผลเพิ่มการเคลื่อนผ่านของระบบทางเดินอาหารในขนาดหนึ่ง
  • การศึกษาในหนูปี 2012 พบว่าสารสกัดเหง้ามี ฤทธิ์คลายกังวลและกดประสาทในระดับหนึ่ง โดยประเมินจากหลายแบบทดสอบทางพฤติกรรม
  • การศึกษาปี 2016 รายงาน ฤทธิ์คล้ายยาต้านซึมเศร้าในหนู จากสารสกัดเหง้าและส่วนสกัดเอทิลอะซีเตต พร้อมตรวจพบกลุ่ม catechins และอนุพันธ์ของ catechin เป็นองค์ประกอบสำคัญของส่วนสกัดที่ออกฤทธิ์
  • การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีพบสารฟลาโวนอยด์ไกลโคไซด์หลายชนิดในเหง้าหรือส่วนต่าง ๆ ของพืช

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับภูมิปัญญาและชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ : มีข้อมูลการใช้ในประเทศไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน และปารากวัย
  • ระดับสารเคมี : มีหลักฐานจากการวิเคราะห์และแยกสารสำคัญหลายกลุ่ม
  • ระดับหลอดทดลอง : มีข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดและสารประกอบ
  • ระดับสัตว์ทดลอง : มีข้อมูลเกี่ยวกับฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง ฤทธิ์คลายกังวล ฤทธิ์คล้ายยาต้านซึมเศร้า และความเป็นพิษเฉียบพลัน
  • ระดับการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ : ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง : สารสกัดเหง้ามีผลลดกิจกรรมการเคลื่อนไหวและทำให้เกิดอาการสงบในหนูทดลองบางการทดสอบ
  • ฤทธิ์คลายกังวล : สารสกัดเหง้าแสดงผลคล้ายยาคลายกังวลในการทดลอง elevated plus-maze ในหนู
  • ฤทธิ์กดประสาท : มีรายงานว่าสารสกัดเพิ่มระยะเวลาการนอนหลับที่เหนี่ยวนำด้วย pentobarbital ในหนูทดลอง
  • ฤทธิ์คล้ายยาต้านซึมเศร้า : สารสกัดและส่วนสกัดจากเหง้าทำให้เวลาการอยู่นิ่งของหนูลดลงใน forced swimming test และมีการระบุ catechins และสารกลุ่ม catechin dimer เป็นองค์ประกอบที่อาจเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ดังกล่าว
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบตามภูมิปัญญา : PROSEA บันทึกการใช้เหง้าตำพอกแผลและระบุการใช้ในลักษณะต้านการอักเสบ แต่ข้อมูลนี้ยังไม่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลทางคลินิก

ความปลอดภัย

ข้อมูลความปลอดภัยของ กกดอกขาว ในมนุษย์ยังมีจำกัด การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันในหนูด้วยสารสกัดเหง้าแบบไฮโดรแอลกอฮอล์พบค่า LD50 เมื่อฉีดเข้าช่องท้องประมาณ 575 มก./กก. ขณะที่การให้ทางปากสูงถึง 3,000 มก./กก. ไม่พบอาการพิษเฉียบพลันที่ทำให้เสียชีวิตในการทดลองดังกล่าว อย่างไรก็ตาม มีการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมและอัตราการหายใจในบางขนาด

หมายเหตุ : ผลการทดลองในสัตว์ไม่สามารถใช้กำหนดขนาดที่ปลอดภัยสำหรับมนุษย์ได้โดยตรง

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้ กกดอกขาวเพื่อรักษาโรคแทนการรักษามาตรฐาน โดยเฉพาะโรคร้ายแรง เช่น มาลาเรีย โรคตับ หรือการติดเชื้อ
  • ผู้ตั้งครรภ์และให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานในรูปแบบสมุนไพรเข้มข้น เนื่องจากยังมีข้อมูลความปลอดภัยไม่เพียงพอ
  • ผู้ที่มีประวัติ แพ้พืชในวงศ์กก (Cyperaceae) ควรหลีกเลี่ยง
  • ไม่ควรใช้สมุนไพรจากพืชที่ระบุชนิดไม่ได้ เพราะอาจเกิด การใช้พืชผิดชนิด โดยเฉพาะพืชที่มีชื่อท้องถิ่นใกล้เคียงกัน

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างกกดอกขาวกับยาแผนปัจจุบัน ดังนั้นควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด

  • ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรหากใช้ ยากดประสาท ยานอนหลับ หรือยาที่มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง เนื่องจากสารสกัดมีฤทธิ์กดประสาทในสัตว์ทดลอง
  • ผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีช่วงความปลอดภัยแคบ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้สารสกัดเข้มข้น
  • ไม่ควรนำผลการทดลองในสัตว์มาสรุปว่าเกิดปฏิกิริยากับยาในมนุษย์โดยตรง

การใช้ในอาหาร

มีรายงานจากปารากวัยว่า เหง้าของกกดอกขาวถูกนำมาใช้เป็นเครื่องดื่มพื้นบ้าน และเชื่อมโยงกับคุณสมบัติด้านการย่อยอาหารและการขับปัสสาวะ

หมายเหตุ : การใช้เป็นเครื่องดื่มพื้นบ้านในต่างประเทศไม่ควรตีความว่าเป็นการรับรองให้บริโภคในปริมาณมากหรือใช้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพในประเทศไทย

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพรพื้นบ้าน : มีการใช้เหง้าหรือทั้งต้นในรูปแบบต้มและพอกตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • เครื่องดื่มสมุนไพร : มีรายงานการใช้เหง้าทำเครื่องดื่มในปารากวัย
  • อาหารสัตว์ : ฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์สากลระบุว่าพืชชนิดนี้มีการใช้เป็นอาหารสัตว์ในบางพื้นที่

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • การเก็บเกี่ยว : เลือกต้นที่สมบูรณ์ ไม่มีเชื้อรา สารเคมีตกค้าง หรือการปนเปื้อนจากพื้นที่เกษตร
  • ส่วนใต้ดิน : หากต้องการใช้เหง้า ควรขุดและล้างดินออกให้สะอาดก่อนนำไปเตรียมเป็นวัตถุดิบ
  • การทำแห้ง : หั่นส่วนที่ต้องการใช้เป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วผึ่งหรือตากในบริเวณที่สะอาด อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงความชื้น
  • การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แมลง และแสงแดด
  • ควรติดฉลาก ชื่อสมุนไพร ชื่อวิทยาศาสตร์ ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บ เพื่อป้องกันการปะปนกับสมุนไพรชนิดอื่น

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กกดอกขาว มีชื่อและการใช้แตกต่างกันตามพื้นที่ ในประเทศไทยมีชื่อ หญ้าหัวโม่ง ในสุราษฎร์ธานี และมีชื่อ หญ้าก๊ดหมู/สลายก๊ดหมู ในลำพูน ข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นบ้านศรีนาวา จังหวัดนครนายก ยังบันทึกการใช้กกดอกขาวในตำรับพื้นบ้านที่เกี่ยวข้องกับ ผื่นคัน แผลอักเสบ และพิษงูกัด ซึ่งสะท้อนบทบาทของสมุนไพรชนิดนี้ในระบบการดูแลสุขภาพของชุมชน

ประวัติและวัฒนธรรม

กกดอกขาวเป็นพืชที่มีการใช้ประโยชน์ในภูมิภาคเอเชียและพื้นที่เขตร้อนมาช้านาน โดย PROSEA บันทึกชื่อพื้นเมืองของพืชชนิดนี้ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย และจัดอยู่ในกลุ่มพืชสมุนไพรของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในบริบทของประเทศไทย พืชชนิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ภูมิปัญญาสมุนไพรพื้นบ้าน โดยชื่อเรียกและวิธีใช้แตกต่างกันไปตามภูมิภาค สะท้อนความหลากหลายของการใช้พืชท้องถิ่นในชุมชน

สถานะการอนุรักษ์

ข้อมูลจากฐานข้อมูลพืชสมุนไพรสากลระบุสถานะของ Kyllinga brevifolia ว่า Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในระดับต่ำ และข้อมูล Plants of the World Online ระบุว่าพืชชนิดนี้มีการกระจายพันธุ์กว้างขวางในเขตร้อนและกึ่งร้อน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Clade : Tracheophytes
  • Clade : Angiosperms
  • Clade : Monocots
  • Order : Poales
  • Family : Cyperaceae
  • Genus : Cyperus
  • Species : Cyperus brevifolius
  • ชื่อวิทยาศาสตร์เต็ม : Cyperus brevifolius (Rottb.) Hassk.
  • ชื่อพ้องสำคัญ : Kyllinga brevifolia Rottb.

ปัจจุบัน Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Cyperus brevifolius (Rottb.) Hassk. เป็นชื่อที่ยอมรับของชนิดนี้ ขณะที่ Kyllinga brevifolia Rottb. ถูกจัดเป็นชื่อพ้อง

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ เอกลักษณ์กกดอกขาว ควรพิจารณาร่วมกันทั้งลักษณะทางสัณฐานวิทยาและชื่อวิทยาศาสตร์ เนื่องจากชื่อท้องถิ่นอาจซ้ำกับพืชชนิดอื่น

  • เหง้า : เล็ก ทอดเลื้อยตามแนวราบและสามารถแตกต้นใหม่จากข้อ
  • ลำต้น : ตั้งตรงและมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยม
  • ใบ : เรียวยาว แคบ ออกจากบริเวณโคนต้น
  • ช่อดอก : เป็นกระจุกกลมแน่นบริเวณปลายก้าน มีใบประดับคล้ายใบรองรับ
  • ผล : ผลแห้งขนาดเล็ก รูปไข่กลับหรือรูปรีแกมไข่ สีน้ำตาล
  • ชื่อสำหรับการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ : ควรใช้ Cyperus brevifolius (Rottb.) Hassk. เพื่อให้ตรงกับฐานข้อมูลอนุกรมวิธานปัจจุบัน

*หมายเหตุ : ควรแยก กกดอกขาว (Cyperus brevifolius) ออกจาก หญ้าดอกขาว (Vernonia cinerea) ซึ่งเป็นสมุนไพรคนละชนิด แม้มีชื่อไทยใกล้เคียงกัน และในฐานข้อมูลบัญชียาจากสมุนไพรของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา รายการ “ยาหญ้าดอกขาว” เป็นชื่อของสมุนไพรอีกชนิดหนึ่ง ไม่ใช่กกดอกขาว

คำเตือนทางการแพทย์

กกดอกขาวเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังไม่เพียงพอ การศึกษาที่มีอยู่จำนวนมากเป็นการทดลองในสัตว์หรือการวิเคราะห์ทางเคมี จึงยังไม่สามารถยืนยันว่ากกดอกขาวสามารถรักษาโรค เช่น มาลาเรีย โรคตับ การติดเชื้อ หรือโรคทางจิตเวชในมนุษย์ได้

ไม่ควรใช้กกดอกขาวแทนการรักษาจากแพทย์ โดยเฉพาะกรณีถูกงูกัด มีไข้สูง ถ่ายเป็นเลือด หายใจลำบาก มีแผลติดเชื้อ หรือมีอาการรุนแรง ควรเข้ารับการรักษาทางการแพทย์ทันที

หมายเหตุ : ข้อมูลในหน้านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาและการเผยแพร่ความรู้ด้านสมุนไพร ไม่ใช่คำแนะนำเพื่อวินิจฉัยหรือรักษาโรค และไม่ควรใช้ข้อมูลการทดลองในสัตว์เป็นขนาดยาสำหรับมนุษย์

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. วุฒิ วุฒิธรรมเวช. (2540). สารานุกรมสมุนไพร. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.
  2. นิจศิริ เรืองรังษี, และ ธวัชชัย มังคละคุปต์. (2547). สมุนไพรไทย เล่ม 1. กรุงเทพฯ: บริษัทฐานการพิมพ์.
  3. วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม. (2539). พจนานุกรมสมุนไพรไทย (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: ประชุมทองการพิมพ์.
  4. มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2561). กกดอกขาว. ฐานข้อมูลท้องถิ่นจังหวัดกำแพงเพชร-ตาก.
  5. สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). กกดอกขาว. ฐานข้อมูลพรรณไม้.
  6. Hellión-Ibarrola, M. C., Ibarrola, D. A., Montalbetti, Y., Villalba, D., Heinichen, O., & Ferro, E. A. (1999). Acute toxicity and general pharmacological effect on central nervous system of the crude rhizome extract of Kyllinga brevifolia Rottb. Journal of Ethnopharmacology, 66(3), 271–276. https://doi.org/10.1016/S0378-8741(99)00002-1.
  7. Hellión-Ibarrola, M. C., Montalbetti, Y., Heinichen, O. Y., Kennedy, M. L., Campuzano, M. A., & Ibarrola, D. A. (2012). Anxiolytic-like and sedative effects of Kyllinga brevifolia in mice. Revista Brasileira de Farmacognosia, 22(6). https://doi.org/10.1590/S0102-695X2012005000112.
  8. Apers, S., Huang, Y., Van Miert, S., et al. (2002). Characterisation of new oligoglycosidic compounds in two Chinese medicinal herbs. Phytochemical Analysis, 13(4), 202–206. https://doi.org/10.1002/pca.642.
  9. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Cyperus brevifolius (Rottb.) Hassk. Plants of the World Online.
  10. PROSEA. (n.d.). Cyperus brevifolius (Rottb.) Hassk. In Plant Resources of South-East Asia: Medicinal and poisonous plants.
Scroll to top