ขี้อ้าย
ขี้อ้าย เป็นไม้ต้นพื้นถิ่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบกระจายพันธุ์ในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง มีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น กำจาย หนามกราย หอมกราย ตานแดง แสงคำ และปู่เจ้า จัดอยู่ในวงศ์ Combretaceae โดยในฐานข้อมูลสมุนไพรไทยใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ Terminalia nigrovenulosa Pierre ex Laness. ส่วนฐานข้อมูลอนุกรมวิธานบางแห่งรับรองชื่อ Terminalia triptera Stapf และจัด T. nigrovenulosa เป็นชื่อพ้อง ขี้อ้ายมีการใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะ เปลือกและผล ซึ่งมีรสฝาดและใช้ในตำรับยาที่เกี่ยวข้องกับอาการท้องร่วงและบิด
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย : ขี้อ้าย
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Terminalia nigrovenulosa Pierre ex Laness.
- ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร : Terminalia triptera Stapf, Terminalia obliqua Craib, Terminalia tripteroides Craib และ Terminalia hainanensis Exell.
- วงศ์ : Combretaceae
- สกุล : Terminalia
- ชื่อท้องถิ่น : กำจาย, กำจำ, สลิว, แสนคำ, แสงคำ, สีเสียดต้น, หนามกราย, หอมกราย, หานกราย, หามกราย, ตานแดง, ประดู่ขาว, มะขามกราย, ปู่เจ้า, พระเจ้าหอมก๋าย, พระเจ้าหามก๋าย, สลิง, แนอาม, หนองมึงโจ้ และชื่ออื่น ๆ ในแต่ละภูมิภาค
- ลักษณะวิสัย : ไม้ต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่
- ส่วนที่ใช้เป็นยา : เปลือก และผล
- รสยา : เปลือกและผลมีรสฝาด
- การใช้ตามภูมิปัญญาไทย : ใช้เป็นยาสมุนไพรสำหรับอาการท้องร่วง บิด ปวดเบ่ง อุจจาระเป็นฟอง และอุจจาระเป็นมูกเลือด รวมถึงใช้ภายนอกสำหรับดูแลบาดแผลตามตำรายาพื้นบ้าน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : ขี้อ้ายเป็นไม้ต้นผลัดใบ สูงประมาณ 5–25 เมตร ลำต้นตั้งตรง โคนต้นอาจมีพูพอนขนาดเล็ก กิ่งอ่อนมีขนสั้นนุ่ม เปลือกต้นมีสีน้ำตาลหรือสีเทาและแตกเป็นร่องตามยาวตื้น ๆ เปลือกชั้นในมีสีน้ำตาลแดง เมื่อสับหรือทำให้เปลือกเกิดบาดแผลอาจพบยางสีแดงอมส้มเด่นชัด ลักษณะดังกล่าวเป็นลักษณะที่ใช้ประกอบการจำแนกพืชชนิดนี้
- ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับหรือเกือบตรงข้ามกัน ใบมีรูปร่างรูปไข่หรือรูปมนแกมรูปไข่ ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม โคนใบมนหรือสอบเป็นรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ มีต่อม 1 คู่บริเวณขอบใบใกล้โคนใบ ใบกว้างประมาณ 3–6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6–10 เซนติเมตร เนื้อใบบางคล้ายกระดาษ ใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลอ่อนปกคลุมหนาแน่น เมื่อใบแก่ขนจะลดลงและใบก่อนร่วงเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ก้านใบยาวประมาณ 0.5–3 เซนติเมตร
- ดอก : ดอกออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงตามซอกใบหรือปลายกิ่ง มีประมาณ 3–6 ช่อ ช่อดอกย่อยมีลักษณะคล้ายช่อเชิงลด ยาวประมาณ 2.5–5 เซนติเมตร ดอกมีขนาดเล็ก สีเหลืองอ่อนถึงขาวอมเหลืองและมีกลิ่นหอม แกนช่อและส่วนต่าง ๆ ของดอกมีขนสั้น ดอกไม่มีกลีบดอกที่เด่นชัด กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันบริเวณโคนและแยกเป็นแฉกประมาณ 5 แฉก มีเกสรเพศผู้ประมาณ 10 อัน
- ผล : ผลเป็นผลแห้งแบบผลผนังชั้นในแข็ง ไม่แตกเมื่อแก่ รูปกระสวยหรือรูปขอบขนาน มีปีก 3 ปีกเรียงทำมุมเกือบเท่ากัน ผิวเกลี้ยง ผลอ่อนมีสีเขียวอมเหลือง ส่วนผลแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ขนาดรวมปีกประมาณกว้าง 1–1.5 เซนติเมตร และยาว 1.5–2.5 เซนติเมตร ภายในมีเมล็ด 1 เมล็ด
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
ขี้อ้ายมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชีย และมีการกระจายพันธุ์ในจีนตอนใต้ พม่า ภูมิภาคอินโดจีน ประเทศไทย เวียดนาม ลาว กัมพูชา และคาบสมุทรมลายู โดยฐานข้อมูลพรรณไม้ระบุว่าเป็นไม้ที่พบในป่าเขตร้อนและป่าผลัดใบ ในประเทศไทยพบได้หลายภูมิภาค โดยขึ้นใน ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดงดิบแล้ง และป่าคืนสภาพ รวมถึงพื้นที่ที่เป็นภูเขาหินทรายและหินปูน สามารถพบได้ตั้งแต่พื้นที่ระดับต่ำจนถึงประมาณ 1,000 เมตร และเป็นพืชที่ค่อนข้างต้องการแสงแดด
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ : นิยมขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด
- การเตรียมพื้นที่ : ควรเลือกพื้นที่ที่มีแสงแดดเพียงพอ ดินระบายน้ำได้ดี และไม่มีน้ำขัง
- การปลูก : เพาะเมล็ดให้ต้นกล้าแข็งแรงก่อนย้ายลงพื้นที่ปลูก โดยควรเว้นระยะให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของไม้ต้น
- การดูแล : ในระยะแรกควรรักษาความชื้นของดินให้เหมาะสมและกำจัดวัชพืชรอบต้น เมื่อต้นตั้งตัวได้แล้วสามารถเจริญเติบโตในสภาพป่าผลัดใบและพื้นที่ค่อนข้างแห้งได้
- ช่วงออกดอกและติดผล : ข้อมูลฐานพรรณไม้ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระบุว่ามีรายงานการออกดอกประมาณเดือนมิถุนายน–สิงหาคม และติดผลประมาณเดือนกันยายน–ตุลาคม
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เปลือกต้น : เป็นส่วนที่มีการใช้ในตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้านมากที่สุด มีรสฝาด
- ผล : มีรสฝาด ใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะเมื่อมีอาการท้องร่วงหรือบิด
- ยางจากต้น : มีการใช้ประโยชน์ในท้องถิ่นบางประการ แต่ไม่ได้ถือเป็นส่วนหลักของยาสมุนไพรขี้อ้าย
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและตำรายาพื้นบ้าน ขี้อ้าย มีการใช้โดยเน้นส่วนเปลือกและผล ดังนี้
- เปลือกต้น รสฝาด : ใช้เป็นยากล่อมเสมหะและอาจม ช่วยคุมธาตุ แก้อุจจาระเป็นฟอง และใช้ในอาการท้องร่วง
- เปลือกต้น : ใช้แก้โรคบิดและอาการบิดปวดเบ่ง
- เปลือกต้น : มีการใช้เป็นยาขับปัสสาวะตามตำรายาพื้นบ้าน
- เปลือกต้น : ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจตามภูมิปัญญาไทย
- เปลือกต้น : ใช้กินกับหมากเพื่อช่วยแก้อาการปากเปื่อย และใช้แทนสีเสียดในบางท้องถิ่น
- เปลือกต้น : น้ำต้มเปลือกใช้ภายนอกสำหรับชะล้างบาดแผลเรื้อรังและช่วยห้ามเลือดตามตำรายาพื้นบ้าน
- ผล รสฝาด : ใช้แก้เสมหะเป็นพิษ และใช้ในกรณีท้องร่วง อุจจาระเป็นมูกเลือด และบิด
หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิกในมนุษย์
วิธีใช้
- ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : เปลือกหรือผลนำมาใช้เป็นเครื่องยาตามตำรับที่กำหนด โดยวิธีเตรียมอาจแตกต่างกันตามตำราและท้องถิ่น
- การใช้เปลือกภายนอก : มีข้อมูลภูมิปัญญาว่านำเปลือกมาต้มน้ำแล้วใช้น้ำต้มสำหรับชะล้างบริเวณบาดแผล
- การใช้เป็นเครื่องยาในตำรับ : เปลือกขี้อ้ายถูกใช้เป็นส่วนประกอบของ ยาประสะกานพลู ซึ่งเป็นตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ
หมายเหตุ : ไม่ควรนำข้อมูลวิธีใช้จากตำรายาพื้นบ้านไปกำหนดขนาดรับประทานด้วยตนเอง โดยเฉพาะการใช้เพื่อรักษาอาการท้องเสียหรือบิด เพราะโรคดังกล่าวอาจมีสาเหตุจากการติดเชื้อและอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำได้
ในบัญชียาจากสมุนไพร
ขี้อ้ายไม่ได้ปรากฏในฐานะ ยาสมุนไพรเดี่ยว ที่มีข้อบ่งใช้เฉพาะตัวในข้อมูลบัญชียาหลักแห่งชาติที่ตรวจสอบได้ แต่ เปลือกขี้อ้าย เป็นส่วนประกอบของตำรับ ยาประสะกานพลู ซึ่งเป็นตำรับยาแผนไทยที่ได้รับการประกาศในรายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ โดยสูตรตำรับมีเปลือกขี้อ้ายเป็นเครื่องยา 1 รายการจากตัวยาหลายชนิด
สาระสำคัญ
สาระสำคัญของขี้อ้ายที่ได้รับความสนใจทางเภสัชวิทยาอยู่ในกลุ่ม สารประกอบฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ และแทนนิน โดยเฉพาะสารที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ฝาดสมานและฤทธิ์ต้านจุลชีพ งานวิจัยในปี 2021 ตรวจพบสารฟีนอลิกรวม ฟลาโวนอยด์ และ condensed tannin ในสารสกัดจากเปลือกและผลของขี้อ้าย
องค์ประกอบทางเคมี
มีรายงานการศึกษาทางพฤกษเคมีของ Terminalia nigrovenulosa พบสารสำคัญหลายกลุ่ม ได้แก่
- แทนนิน โดยเฉพาะกลุ่ม condensed tannins และ hydrolysable tannins
- ฟลาโวนอยด์ เช่น กลุ่ม anthocyanidin, leucoanthocyanidin, catechin และ aurone
- สารฟีนอลิก ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของสารสกัดจากเปลือกและผล
- Gallic acid หรือกรดแกลลิก ซึ่งมีรายงานว่าสามารถแยกได้จากเปลือกของขี้อ้าย
- 3,4-Dihydroxybenzoic acid (3,4-DHBA) ซึ่งมีรายงานการแยกจากเปลือกของขี้อ้ายและศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพ
- มีรายงานการตรวจพบสารในกลุ่ม อัลคาลอยด์ ในสารสกัดบางชนิดของพืชชนิดนี้
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับขี้อ้ายในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการศึกษา ระดับห้องปฏิบัติการ (in vitro) และการทดลองด้านพฤกษเคมีหรือการควบคุมเชื้อในพืช จึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ การศึกษาสารสกัดจากเปลือกและผลพบว่าสารสกัดเอทานอลจากผลมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับโรคท้องร่วงหลายชนิด เช่น Shigella sonnei, Shigella flexneri, Shigella dysenteriae, Salmonella typhimurium, Escherichia coli, Bacillus subtilis และ Staphylococcus aureus อย่างไรก็ตาม ค่า MIC ของสารสกัดยังสูงกว่ายาปฏิชีวนะ ciprofloxacin อย่างมาก จึงควรตีความว่าเป็นหลักฐานเบื้องต้น ไม่ใช่หลักฐานว่าสามารถใช้แทนยาปฏิชีวนะได้
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับพฤกษเคมี : มีข้อมูลสนับสนุนว่าขี้อ้ายมีสารฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ และแทนนิน
- ระดับ in vitro : มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านแบคทีเรียบางชนิด และฤทธิ์ต้านเชื้อราบางชนิด
- ระดับสารบริสุทธิ์ : มีการแยกและระบุสาร gallic acid และ 3,4-dihydroxybenzoic acid จากเปลือก
- ระดับสัตว์ทดลอง : หลักฐานเฉพาะของขี้อ้ายยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับสมุนไพรที่มีการศึกษามากกว่า
- ระดับการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ : ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลและขนาดยามาตรฐานของขี้อ้ายเดี่ยว ๆ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย : สารสกัดจากผลและเปลือกสามารถยับยั้งแบคทีเรียหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับโรคท้องร่วงในหลอดทดลอง โดยสารสกัดเอทานอลจากผลให้ผลเด่นกว่าสารสกัดบางชนิดในการศึกษาดังกล่าว
- ฤทธิ์ต้านเชื้อรา : มีการแยก gallic acid จากเปลือกขี้อ้าย และพบฤทธิ์ต่อ Fusarium solani ในการทดลอง โดยผลขึ้นกับความเข้มข้นของสาร
- ฤทธิ์ต้านไส้เดือนฝอย : สาร 3,4-dihydroxybenzoic acid ที่แยกจากเปลือกมีฤทธิ์ต่อ Meloidogyne incognita ในการทดลอง โดยมีผลต่อการตายของตัวอ่อนและการฟักของไข่ตามระดับความเข้มข้น
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของขี้อ้ายมีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสัมพันธ์กับสารประกอบฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ที่ตรวจพบ
หมายเหตุ : ผลการทดลองดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นการทดลองในหลอดทดลองหรือการศึกษาทางชีวภาพอื่น ๆ ไม่ควรนำมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลของยาที่ผ่านการทดลองทางคลินิกในมนุษย์
ความปลอดภัย
ข้อมูลด้านความปลอดภัยเฉพาะของ ขี้อ้ายเดี่ยว ๆ ในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เป็นสารสกัดเข้มข้นหรือการรับประทานในปริมาณสูงเป็นเวลานาน การใช้ขี้อ้ายเป็นเครื่องยาใน ยาประสะกานพลู มีข้อมูลด้านขนาดและข้อควรระวังของตำรับยา แต่ไม่สามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้กำหนดความปลอดภัยของขี้อ้ายเดี่ยวได้ เนื่องจากตำรับประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิด
ข้อห้ามใช้
- ไม่ควรใช้ ขี้อ้ายเป็นยารับประทานเพื่อรักษาโรคท้องร่วงหรือบิดด้วยตนเอง หากมีอาการรุนแรง มีไข้สูง ถ่ายเป็นเลือด อาเจียนมาก หรือมีอาการขาดน้ำ
- ไม่ควรใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือเด็กโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย
- หากใช้ในรูปแบบตำรับยา เช่น ยาประสะกานพลู ต้องปฏิบัติตามข้อห้ามใช้ของตำรับนั้นโดยเฉพาะ
การใช้ในอาหาร
มีข้อมูลการใช้ประโยชน์จากส่วนต่าง ๆ ของขี้อ้ายในท้องถิ่น โดยเฉพาะการใช้เปลือกต้นในวิถีวัฒนธรรมการเคี้ยวหมาก และมีรายงานว่าเยื่อหุ้มเมล็ดมีรสหวานและสามารถรับประทานได้ อย่างไรก็ตาม ขี้อ้ายไม่ได้จัดเป็นพืชอาหารทั่วไป และไม่ควรนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้เป็นคำแนะนำด้านอาหารหรือการบริโภคในปริมาณมาก
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- เปลือกต้น : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และไม่ควรลอกเปลือกรอบลำต้นจนหมด เพราะอาจทำให้ต้นไม้ตาย
- ผล : ควรเก็บเมื่อผลแก่สมบูรณ์และมีลักษณะตรงตามชนิดพฤกษศาสตร์
- การทำแห้ง : ควรทำความสะอาดและผึ่งหรือตากในบริเวณที่สะอาด อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงความชื้น
- การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบที่แห้งสนิทในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แมลง และเชื้อรา และควรติดฉลากชื่อสมุนไพร ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บ
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ขี้อ้ายมีชื่อเรียกแตกต่างกันมากในแต่ละภูมิภาค สะท้อนถึงการใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ในชุมชน เช่น กำจาย แสงคำ หนามกราย หอมกราย ตานแดง ปู่เจ้า และหนองมึงโจ้ เป็นต้น ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยให้ความสำคัญกับ เปลือกและผล เนื่องจากมีรสฝาด และใช้เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะอาการท้องร่วง บิด และอุจจาระผิดปกติ นอกจากนี้เปลือกยังถูกนำมาใช้ในตำรับยาและใช้ประโยชน์ในวิถีชีวิตพื้นบ้าน เช่น การเคี้ยวร่วมกับหมาก
ประวัติและวัฒนธรรม
ชื่อ ขี้อ้าย เป็นชื่อพื้นบ้านที่ใช้ในประเทศไทย ขณะที่ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ แตกต่างกันตามพื้นที่ เช่น ภาคเหนือมีชื่อกำจาย คำเจ้า ปู่เจ้า และสลิง ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบชื่อแสงคำ แสนคำ และสังคำ เป็นต้น เปลือกขี้อ้ายมีรสฝาดและเคยใช้ เคี้ยวร่วมกับหมาก ในวิถีชีวิตพื้นบ้าน โดยในบางพื้นที่ใช้แทนสีเสียด นอกจากนี้ไม้ขี้อ้ายเป็นไม้เนื้อแข็งที่มีการนำไปใช้ประโยชน์ด้านงานไม้ เช่น การก่อสร้าง เครื่องเรือน ด้ามเครื่องมือ และการต่อเรือ
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- หมวด (Phylum) : Tracheophyta
- ชั้น (Class) : Magnoliopsida
- อันดับ (Order) : Myrtales
- วงศ์ (Family) : Combretaceae
- สกุล (Genus) : Terminalia
- ชนิด (Species) : Terminalia nigrovenulosa Pierre ex Laness.
ชื่อพ้องที่สำคัญ : Terminalia triptera Stapf, Terminalia obliqua Craib, Terminalia tripteroides Craib และ Terminalia hainanensis Exell. ฐานข้อมูลกรมอุทยานแห่งชาติฯ และฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของไทยใช้ชื่อ T. nigrovenulosa ขณะที่ Plants of the World Online ของ Kew รับรอง Terminalia triptera เป็นชื่อที่ยอมรับ และจัด T. nigrovenulosa เป็นชื่อพ้อง ดังนั้นการตรวจสอบตัวอย่างพรรณไม้ควรพิจารณาแหล่งอ้างอิงอนุกรมวิธานที่ใช้ด้วย
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ ขี้อ้าย ควรพิจารณาร่วมกันทั้งลักษณะทางพฤกษศาสตร์และชื่อวิทยาศาสตร์ โดยลักษณะที่ช่วยจำแนก ได้แก่
- เป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่
- เปลือกชั้นในมีสีน้ำตาลแดง และเมื่อสับอาจพบยางสีแดงอมส้ม
- ใบเดี่ยว รูปไข่หรือรูปมนแกมรูปไข่ ขอบเรียบ
- มี ต่อม 1 คู่บริเวณขอบใบใกล้โคนใบ
- ดอกขนาดเล็ก สีเหลืองอ่อนหรือขาวอมเหลือง ออกเป็นช่อ
- ผลแห้งไม่แตก มี ปีก 3 ปีก ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของสกุล Terminalia
- ผลแก่มีสีน้ำตาลและมีเมล็ดภายใน 1 เมล็ด
สำหรับวัตถุดิบยาแห้ง ควรตรวจสอบร่วมกับ เภสัชเวท ลักษณะทางจุลทรรศน์ และการตรวจสอบทางเคมี เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชชนิดอื่นที่มีชื่อพื้นบ้านคล้ายกัน
คำเตือนทางการแพทย์
ขี้อ้ายเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาไทย โดยเฉพาะเปลือกและผลสำหรับอาการท้องร่วงและบิด แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของขี้อ้ายยังอยู่ในระดับก่อนคลินิกเป็นส่วนใหญ่ ไม่ควรใช้แทนการรักษามาตรฐาน
อาการท้องเสียหรือบิดที่มีไข้สูง ถ่ายเป็นเลือด ปวดท้องรุนแรง อาเจียนมาก ซึม กระหายน้ำมาก ปัสสาวะน้อย หรือมีอาการขาดน้ำ ควรพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะในเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว
การใช้ขี้อ้ายในตำรับยา เช่น ยาประสะกานพลู ต้องยึดตามข้อบ่งใช้ ขนาดยา และข้อห้ามใช้ของตำรับนั้น ไม่ควรนำขนาดยาของตำรับมาใช้กับขี้อ้ายเดี่ยว ๆ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564. กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). สารานุกรมพืช: ขี้อ้าย (Terminalia nigrovenulosa Pierre).
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (ม.ป.ป.). โครงการพัฒนาคลังข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์: Terminalia nigrovenulosa.
- Padumanonda, T., & Phontree, K. (2021). Total phenolic, total flavonoid, total condensed tannin contents and antimicrobial activity against diarrheal bacteria of the bark and fruit of Terminalia nigrovenulosa Pierre ex Laness. Science & Technology Asia, 26(1), 162–169.
- Nguyen, D.-M.-C., Seo, D.-J., Kim, K.-Y., Park, R.-D., Kim, D.-H., Han, Y.-S., Kim, T.-H., & Jung, W.-J. (2013). Nematicidal activity of 3,4-dihydroxybenzoic acid purified from Terminalia nigrovenulosa bark against Meloidogyne incognita. Microbial Pathogenesis, 58, 24–29.
- Nguyen, D.-M.-C., Seo, D.-J., Kim, K.-Y., Park, R.-D., Kim, D.-H., Han, Y.-S., Kim, T.-H., & Jung, W.-J. (2013). Antifungal activity of gallic acid purified from Terminalia nigrovenulosa bark against Fusarium solani. Microbial Pathogenesis, 56, 8–15.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (n.d.). Terminalia triptera Stapf. Plants of the World Online.
- PROSEA/PlantUse. (n.d.). Terminalia triptera (PROSEA). Plant Resources of South-East Asia.

