ข้าวสารดอกเล็ก
ข้าวสารดอกเล็ก เป็นไม้เถาเลื้อยล้มลุกที่พบในประเทศไทย มีดอกสีขาวขนาดเล็กและมีกลิ่นหอม เมื่อดอกแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน นิยมใช้เป็น ผักพื้นบ้าน และมีประวัติการใช้ รากข้าวสารดอกเล็กในตำรายาไทย โดยเฉพาะด้านการดูแลอาการเกี่ยวกับดวงตา อย่างไรก็ตาม เมล็ดมีสารกลุ่ม cardiac glycosides จึงไม่ควรนำมารับประทาน และการใช้เป็นยาควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : ข้าวสารดอกเล็ก
- ชื่อท้องถิ่น : ข้าวสาร, เครือข้าวสาร, ข้าวสารเถา, เมือยสาร, เคือคิก, ปลายสาน, ดอกข้าวสาร และผักข้าวสาร
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารไทย : Raphistemma hooperianum (Blume) Decne.
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูลอนุกรมวิธานปัจจุบัน : Cynanchum hooperianum (Blume) Liede & Khanum
- ชื่อพ้องสำคัญ : Raphistemma hooperianum (Blume) Decne.; Oxystelma hooperianum Blume
- วงศ์ : Apocynaceae
- ลักษณะวิสัย : ไม้เถาเลื้อยล้มลุก มีน้ำยางสีขาว
- ส่วนที่ใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย : ราก
- ส่วนที่ใช้เป็นอาหาร : ดอกอ่อนหรือดอกตูม และส่วนของเถาตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : ข้าวสารดอกเล็กเป็น ไม้เถาเลื้อยล้มลุก ลำต้นหรือเถามีลักษณะเรียบเกลี้ยง และเมื่อเกิดบาดแผลจะมี น้ำยางสีขาว ไหลออกมา เถาสามารถเลื้อยพันพืชหรือสิ่งพยุงโดยรอบได้
- ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามกัน แผ่นใบมีรูปร่างตั้งแต่รูปไข่ รูปไข่แกมขอบขนานจนถึงรูปหัวใจ โคนใบเว้าทั้งสองข้างคล้ายติ่งหู ปลายใบแหลมและอาจยื่นเป็นหางยาว ขอบใบเรียบ เนื้อใบค่อนข้างบาง ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2–10.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4–15 เซนติเมตร ก้านใบเรียว ยาวประมาณ 2–7 เซนติเมตร และบริเวณเส้นกลางใบด้านบนอาจมีขนสั้นรวมกันเป็นกระจุก
- ดอก : ออกเป็นช่อตามซอกใบ ช่อหนึ่งมีดอกย่อยประมาณ 4–7 ดอก ดอกมีขนาดเล็กและมีกลิ่นหอม กลีบดอกเชื่อมติดกันบริเวณโคนเป็นหลอด มีปลายแยกเป็น 5 กลีบ รูปไข่ ปลายมน ดอกระยะแรกมีสีขาว แล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนหรือสีนวล
- ผล : เป็นผลแบบฝัก รูปไข่แกมขอบขนาน มีความยาวประมาณ 13–18 เซนติเมตร เมื่อแก่จะแตกเพื่อปล่อยเมล็ด
- เมล็ด : เมล็ดมีลักษณะแบน และมีขนปุยสีขาวหรือ coma ช่วยให้เมล็ดกระจายไปตามลม

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิดและเขตการกระจายพันธุ์ : ปัจจุบันฐานข้อมูล Plants of the World Online ยอมรับชื่อ Cynanchum hooperianum และระบุถิ่นกำเนิดครอบคลุมอินโดจีน ได้แก่ ไทย กัมพูชา ลาว และเวียดนาม รวมถึงชวาและสุลาเวสี
- แหล่งที่พบในประเทศไทย : พบตามชายป่า ชายป่าดิบ ป่าไผ่ สวน และพื้นที่รกร้าง โดยมีรายงานการพบในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : สามารถเพาะเมล็ดเป็นต้นกล้า แล้วจึงย้ายลงแปลงปลูกเมื่อมีความแข็งแรง
- การปักชำ : มีแหล่งข้อมูลด้านพรรณไม้ระบุว่าสามารถขยายพันธุ์ด้วยการปักชำได้
- ดิน : เหมาะกับดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่มีอินทรียวัตถุ
- แสง : ควรได้รับแสงแดดปานกลางถึงค่อนข้างมาก
- น้ำ : ระยะต้นกล้าควรรักษาความชื้นของดินอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพืชตั้งตัวได้แล้วจึงลดความถี่ในการให้น้ำ
- การจัดทรงต้น : เนื่องจากเป็นไม้เถา ควรมีค้างหรือโครงสำหรับให้เถาเลื้อยพัน
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ราก : เป็นส่วนที่มีประวัติการใช้เป็นยาใน ตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยใช้เกี่ยวกับอาการทางดวงตา และมีการกล่าวถึงการใช้เพื่อถอนพิษหรือทำให้อาเจียน
สรรพคุณทางสมุนไพร
- ราก : ตามตำรายาโบราณใช้ปรุงเป็นยาสำหรับ แก้ตาแดง ตาแฉะ และตามัว
- ราก : มีการบันทึกภูมิปัญญาการใช้เพื่อ ถอนพิษ ระงับพิษ และทำให้อาเจียน
- การใช้ด้านดวงตา : เป็นการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคตาตามมาตรฐานการแพทย์ปัจจุบัน
หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและตำรายาไทย ไม่ใช่ข้อยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรค และไม่ควรใช้สมุนไพรแทนการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาโรคตาจากจักษุแพทย์
วิธีใช้
- ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย : มีการใช้รากเป็นส่วนประกอบในตำรับยา โดยเฉพาะตำรับที่เกี่ยวข้องกับอาการตาแดง ตาแฉะ และตามัว
- การใช้เป็นผัก : ดอกตูมหรือดอกอ่อนสามารถนำไปลวก ต้ม หรือนึ่งรับประทานร่วมกับน้ำพริก ส่วนดอกที่บานแล้วสามารถนำไปประกอบอาหาร เช่น แกงส้ม ผัด หรือยำ
- เถา : มีภูมิปัญญาท้องถิ่นนำเถามาปอกเปลือกแล้วรับประทานกับน้ำพริก
- เมล็ด : ห้ามรับประทาน เนื่องจากมีรายงานพบสารกลุ่ม cardiac glycosides ซึ่งอาจก่อพิษต่อร่างกาย
สาระสำคัญ
- Cardiac glycosides : มีรายงานการตรวจพบสารกลุ่มนี้ในเมล็ดข้าวสารดอกเล็ก ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ต่อระบบหัวใจและอาจเป็นพิษหากได้รับในปริมาณที่ไม่เหมาะสม
- สารประกอบฟีนอลิก : มีรายงานการประเมินปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวมในดอกข้าวสารดอกเล็ก ซึ่งสะท้อนว่าพืชมีสารกลุ่มฟีนอลิกอยู่ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปถึงผลการรักษาโรคในมนุษย์
องค์ประกอบทางเคมี
- Cardiac glycosides : มีรายงานพบในเมล็ดข้าวสารดอกเล็ก และเป็นกลุ่มสารที่ควรให้ความสำคัญด้านความปลอดภัย
- สารประกอบฟีนอลิก : งานศึกษาผักพื้นบ้านรายงานปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวมของดอกข้าวสารดอกเล็กประมาณ 56.32 ± 1.22 มิลลิกรัม GAE/กรัม น้ำหนักแห้ง ในการทดลองดังกล่าว
- สารออกฤทธิ์เฉพาะชนิด : หลักฐานที่ค้นพบยังไม่เพียงพอที่จะระบุบัญชีสารออกฤทธิ์เฉพาะชนิดของข้าวสารดอกเล็กได้อย่างครบถ้วน
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- งานวิจัยด้าน ผักพื้นบ้าน มีการวิเคราะห์ปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวมและฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระของพืชหลายชนิด โดยข้าวสารดอกเล็กมีค่าฟีนอลิกรวม 56.32 ± 1.22 มิลลิกรัม GAE/กรัม น้ำหนักแห้ง และมีค่าการกำจัดอนุมูลอิสระ DPPH เท่ากับ 6.17 ± 0.47 มิลลิกรัม AAE/กรัม ในเงื่อนไขการทดลองของงานดังกล่าว
- มีข้อมูลทางเภสัชวิทยาที่กล่าวถึง cardiac glycosides ในเมล็ด ซึ่งมีความสำคัญต่อการประเมินความปลอดภัย
- หลักฐานที่ค้นพบในปัจจุบันยังอยู่ในระดับข้อมูลพฤกษศาสตร์ การใช้พื้นบ้าน และการทดลองในห้องปฏิบัติการเป็นหลัก จึงยังไม่ควรสรุปว่า ข้าวสารดอกเล็กสามารถรักษาโรคในมนุษย์ได้
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับข้อมูลภูมิปัญญาและตำรายาไทย : มีข้อมูลการใช้รากเกี่ยวกับโรคตาและการถอนพิษ
- ระดับข้อมูลพฤกษศาสตร์ : มีข้อมูลค่อนข้างชัดเจนเกี่ยวกับลักษณะต้น ใบ ดอก ผล และการกระจายพันธุ์
- ระดับห้องปฏิบัติการ : มีข้อมูลการวิเคราะห์สารประกอบฟีนอลิกรวมและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในงานศึกษาผักพื้นบ้าน
- ระดับสารสำคัญและความปลอดภัย : มีข้อมูลเกี่ยวกับ cardiac glycosides ในเมล็ด
- ระดับการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ : ยังไม่มีหลักฐานคุณภาพสูงเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลของข้าวสารดอกเล็กสำหรับการรักษาโรคตา หรือโรคอื่น ๆ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : มีการศึกษาดอกข้าวสารดอกเล็กในกลุ่มผักพื้นบ้าน โดยประเมินสารประกอบฟีนอลิกรวมและความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระ DPPH
- สารกลุ่ม cardiac glycosides : การตรวจพบสารกลุ่มนี้ในเมล็ดมีความสำคัญต่อการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและพิษวิทยา เนื่องจาก cardiac glycosides สามารถส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ
- การรักษาโรคตา : สรรพคุณด้านโรคตาที่พบในเอกสารส่วนใหญ่เป็นข้อมูลจากตำรายาไทยและภูมิปัญญา ไม่ใช่ผลการทดลองทางคลินิกที่ยืนยันประสิทธิผล
ความปลอดภัย
- เมล็ดเป็นส่วนที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีรายงานพบ cardiac glycosides
- ไม่ควรนำเมล็ดมารับประทาน แม้จะเป็นพืชที่มีส่วนอื่นนำมาใช้เป็นอาหารได้
- การใช้ รากเป็นยา ควรใช้ตามตำรับและขนาดที่ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยกำหนด ไม่ควรนำมาปรุงใช้เองเพื่อรักษาโรคตา
- หากเกิดอาการผิดปกติหลังรับประทานส่วนของพืช เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น เวียนศีรษะ หรือความผิดปกติของการเต้นของหัวใจ ควรหยุดใช้และพบแพทย์ทันที
ข้อห้ามใช้
- ห้ามรับประทานเมล็ดข้าวสารดอกเล็ก เนื่องจากมีสารกลุ่ม cardiac glycosides
- ไม่ควรใช้รากเพื่อรักษาโรคตาเองโดยไม่ผ่านการวินิจฉัยจากบุคลากรทางการแพทย์
- ผู้ตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่ใช้ยารักษาโรคหัวใจ ควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยาโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- เนื่องจากมีรายงานพบ cardiac glycosides ในเมล็ด จึงมีเหตุผลด้านความปลอดภัยที่จะหลีกเลี่ยงการรับประทานเมล็ด โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ยาที่มีผลต่อการทำงานของหัวใจ
- สำหรับการเกิดปฏิกิริยาระหว่าง ข้าวสารดอกเล็กกับยาแผนปัจจุบันโดยตรง ยังมีข้อมูลการศึกษาที่ไม่เพียงพอ จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยา
- ผู้ที่รับประทาน digoxin หรือยาที่มีผลต่อจังหวะการเต้นของหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์จากข้าวสารดอกเล็ก
การใช้ในอาหาร
- ดอกตูมและดอกอ่อน : ใช้ลวก ต้ม หรือนึ่ง รับประทานเป็นผักกับน้ำพริก
- ดอกบาน : สามารถนำมาประกอบอาหาร เช่น แกงส้ม ผัด หรือยำ
- เถา : ในบางพื้นที่ลอกเปลือกแล้วนำมารับประทานกับน้ำพริก
- โคนต้นบางส่วน : มีภูมิปัญญานำส่วนที่อยู่ในดินมาล้าง ต้ม และลอกเปลือกเพื่อรับประทาน
- ข้อควรระวัง : ไม่ควรนำเมล็ดมาประกอบอาหาร เพราะมีรายงานสาร cardiac glycosides
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- รากสำหรับใช้เป็นยา : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และจำแนกชนิดถูกต้อง ก่อนนำมาทำความสะอาดและเตรียมตามวิธีของตำรับยา
- ดอกสำหรับอาหาร : ควรเก็บดอกตูมหรือดอกอ่อนที่สด สะอาด และปราศจากสิ่งปนเปื้อน
- วัตถุดิบแห้ง : หากต้องเก็บรากแห้ง ควรทำให้แห้งสนิทก่อนบรรจุในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันความชื้น แสง และแมลง
- เมล็ด : ไม่ควรเก็บไว้เพื่อใช้เป็นอาหาร เนื่องจากมีข้อกังวลด้านพิษจาก cardiac glycosides
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ข้าวสารดอกเล็กเป็น ผักพื้นบ้าน ที่มีการนำดอกและส่วนของเถามาประกอบอาหารในบางชุมชน
- มีรายงานชื่อพื้นเมืองแตกต่างกันตามพื้นที่ เช่น เมือยสาร ในชุมพร และ เคือคิก ในสกลนคร
- ในตำรายาไทยมีการใช้ ราก สำหรับตำรับเกี่ยวกับอาการทางดวงตา และมีข้อมูลภูมิปัญญาการใช้เพื่อถอนพิษหรือทำให้อาเจียน
ประวัติและวัฒนธรรม
- ชื่อ ข้าวสารดอกเล็ก สื่อถึงลักษณะดอกสีขาวขนาดเล็กซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพืชชนิดนี้
- ข้าวสารดอกเล็กมีความสัมพันธ์กับวิถีการใช้ ผักพื้นบ้าน ของชุมชน โดยนำดอกและส่วนของเถามาใช้เป็นอาหาร
- เอกสารด้านพืชอาหารพื้นบ้านของไทยจัดข้าวสารดอกเล็กไว้ในกลุ่มพืชที่มีประวัติการนำดอกมาใช้รับประทาน โดยมีการปรุงทั้งแบบลวกและนำไปประกอบอาหาร
สถานะการอนุรักษ์
- ข้าวสารดอกเล็กมีเขตการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในประเทศไทยและประเทศเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- แหล่งข้อมูลอนุกรมวิธานสากลที่ตรวจสอบไม่พบว่าชนิดนี้ถูกจัดเป็นชนิดที่มีสถานะอนุรักษ์เฉพาะตามข้อมูลที่ค้นพบในครั้งนี้ ดังนั้นการอนุรักษ์ในระดับท้องถิ่นควรเน้นการรักษาแหล่งพันธุกรรมตามธรรมชาติและหลีกเลี่ยงการเก็บรากจากธรรมชาติมากเกินไป
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom : Plantae
- Phylum : Tracheophyta
- Class : Magnoliopsida
- Order : Gentianales
- Family : Apocynaceae
- Subfamily : Asclepiadoideae
- Genus : Cynanchum
- Species : Cynanchum hooperianum (Blume) Liede & Khanum
- ชื่อที่ใช้ในเอกสารสมุนไพรไทยจำนวนมาก : Raphistemma hooperianum (Blume) Decne.
- Synonyms : Oxystelma hooperianum Blume; Raphistemma hooperianum (Blume) Decne.
ปัจจุบัน POWO ยอมรับ Cynanchum hooperianum เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับ และจัด Raphistemma hooperianum เป็นชื่อพ้อง ขณะที่ฐานข้อมูลและเอกสารสมุนไพรไทยจำนวนมากยังใช้ชื่อ Raphistemma hooperianum อยู่
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
- ลักษณะเด่นของต้น : เป็นไม้เถาเลื้อยล้มลุก ลำต้นเกลี้ยง และมีน้ำยางสีขาวเมื่อเกิดบาดแผล
- ลักษณะใบ : ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่ รูปไข่แกมขอบขนาน หรือรูปหัวใจ โคนเว้า ปลายแหลม ขอบเรียบ
- ลักษณะดอก : ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ มีดอกย่อยประมาณ 4–7 ดอก ดอกสีขาวและเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอม
- ลักษณะผล : เป็นฝักรูปไข่แกมขอบขนาน
- ลักษณะเมล็ด : เมล็ดแบน มีขนปุยสีขาว
- เอกลักษณ์ทางอนุกรมวิธาน : ควรตรวจสอบกับตัวอย่างพรรณไม้หรือผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากชื่อพื้นเมือง “ข้าวสาร” สามารถใช้เรียกพืชหลายชนิด และข้าวสารดอกเล็กมีชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์หลายชื่อ
คำเตือนทางการแพทย์
ข้าวสารดอกเล็กมีประวัติการใช้ในตำรายาไทย โดยเฉพาะรากสำหรับตำรับที่เกี่ยวข้องกับอาการทางดวงตา แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกคุณภาพสูงเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคตา การใช้สมุนไพรเพื่อรักษาตาแดง ตาแฉะ ตามัว หรืออาการผิดปกติของการมองเห็นไม่ควรทดแทนการตรวจจากจักษุแพทย์
ที่สำคัญ เมล็ดข้าวสารดอกเล็กมีรายงานพบสารกลุ่ม cardiac glycosides และมีข้อมูลทางอาหารที่ระบุว่าไม่ควรรับประทานเมล็ด ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการบริโภคเมล็ดและไม่ควรนำส่วนที่ไม่ทราบแน่ชัดมารับประทาน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2019). ข้าวสารดอกเล็ก. มติชนสุดสัปดาห์.
- มหาวิทยาลัยศิลปากร. (ม.ป.ป.). KUIHerb: ฐานข้อมูลสมุนไพร ข้าวสารดอกเล็ก.
- สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). (2568). คลังต้นไม้แห่งการเรียนรู้: ข้าวสารเถา.
- มหาวิทยาลัยขอนแก่น. (2562). การศึกษาปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวมและฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระของผักพื้นบ้าน. แก่นเกษตร, 47(ฉบับพิเศษ 1).
- มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี/คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (ม.ป.ป.). ดอกไม้ไทยที่รับประทานได้: การจำแนกกลุ่มของดอกไม้ที่รับประทานได้.
- Plants of the World Online. (2026). Cynanchum hooperianum (Blume) Liede & Khanum. Royal Botanic Gardens, Kew.
- Plants of the World Online. (2026). Raphistemma hooperianum (Blume) Decne. Royal Botanic Gardens, Kew.
- Flora of China. (n.d.). Raphistemma hooperianum (Blume) Decaisne. eFloras.
- สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). ข้าวสารดอกเล็ก.
