ข่าลิง

ข่าลิง

ข่าลิง เป็นพืชสมุนไพรในวงศ์ขิง (Zingiberaceae) มีเหง้าใต้ดินและมีกลิ่นหอมฉุน รสเผ็ดร้อน พบในพื้นที่ชื้นของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นิยมใช้เป็นทั้ง สมุนไพรพื้นบ้าน เครื่องเทศ และผักพื้นบ้าน โดยเฉพาะส่วนเหง้า ใบ และยอดอ่อน ทั้งนี้ชื่อ “ข่าลิง” ในประเทศไทยอาจใช้เรียกพืชมากกว่าหนึ่งชนิด ดังนั้นข้อมูลหน้านี้ยึด ข่าลิง ๑ หรือ Alpinia conchigera Griff. เป็นหลัก เพื่อให้ตรงกับฐานข้อมูลสมุนไพรเดิมของเว็บไซต์

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ข่าลิง
  • ชื่อท้องถิ่น : กูวะกือติง, ข่าเล็ก, ข่าป่า, ข่าน้ำ, ข่าน้อย
  • ชื่อสามัญ : Joint-whip Ginger, Lesser Alpinia
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alpinia conchigera Griff.
  • วงศ์ : Zingiberaceae
  • สกุล : Alpinia
  • ลักษณะพืช : ไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าใต้ดินและลำต้นเทียม
  • กลิ่นและรส : เหง้าและส่วนต่าง ๆ มีกลิ่นหอมฉุนและมีรสเผ็ดร้อน
  • ส่วนที่นำมาใช้ตามภูมิปัญญา : ใบ ดอก ต้น เหง้า และราก
หมายเหตุ: ชื่อ “ข่าลิง” มีการใช้กับพืชต่างชนิดในบางฐานข้อมูล เช่น Globba obscura ดังนั้นการระบุชื่อวิทยาศาสตร์ควบคู่กับชื่อพื้นเมืองจึงมีความสำคัญต่อการใช้สมุนไพรและการตรวจสอบเอกลักษณ์

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าใต้ดินสีเหลืองอ่อนหรือเหลืองนวล เหง้ามีขนาดค่อนข้างเล็กและมีกลิ่นหอมฉุน ลำต้นเหนือดินเป็น ลำต้นเทียม เกิดจากกาบใบเรียงซ้อนกัน สูงประมาณ 50–150 เซนติเมตร โดยรายละเอียดจากตำราพฤกษศาสตร์บางแหล่งระบุลำต้นเทียมประมาณ 0.8–1 เมตร ทั้งนี้ขนาดอาจแตกต่างตามสภาพแวดล้อม
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ มักเรียงตัวในระนาบเดียวกัน แผ่นใบรูปใบหอกแกมรูปขอบขนานหรือรูปขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบและอาจมีลักษณะเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวใบด้านบนค่อนข้างเรียบ ส่วนเส้นกลางใบด้านล่างอาจมีขนละเอียด ใบมีขนาดโดยทั่วไปประมาณ 15–30 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 3–10 เซนติเมตร
  • ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณส่วนปลายของลำต้นหรือบริเวณใกล้ใบคู่บน ช่อดอกเป็นช่อแยกแขนง มีดอกย่อยจำนวนมาก ช่อมีความยาวประมาณ 12–25 เซนติเมตร ดอกมีสีเหลืองอ่อน สีขาวอมเขียว สีเหลืองนวล หรือบางแหล่งพบสีแดงอมม่วง กลีบปากมีสีเหลืองอ่อนและมักมีลายหรือแต้มสีแดงถึงแดงเข้ม ดอกมีเกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์ 1 อัน ส่วนเกสรที่เหลือเปลี่ยนรูปเป็นโครงสร้างของดอก
  • ผล : เป็นผลแบบผลแห้งแตก รูปกลมหรือค่อนข้างกลม เมื่อแก่มีสีแดงสดถึงสีส้มแดง ขนาดประมาณ 7–10 มิลลิเมตร ภายในมีเมล็ดประมาณ 3–5 เมล็ด เมล็ดมีกลิ่นหอมฉุน

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่บังกลาเทศ เมียนมา ไทย กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย ไปจนถึงสุมาตราและฟิลิปปินส์
  • การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : พบได้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณที่มีความชื้น เช่น ป่าดิบชื้น พื้นที่โล่งชื้น ริมลำห้วย และบริเวณที่มีร่มเงา
  • ลักษณะถิ่นอาศัย : ชอบสภาพอากาศร้อนชื้น ดินมีความชื้นและอินทรียวัตถุค่อนข้างสูง สามารถพบในพื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่เกษตร และบริเวณป่าที่ถูกรบกวนได้

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ควรปลูกในพื้นที่อากาศร้อนชื้น มีความชื้นสม่ำเสมอ และมีแสงแดดรำไรหรือกึ่งร่ม
  • ดิน : เหมาะกับดินร่วนหรือดินร่วนปนอินทรียวัตถุที่ระบายน้ำได้ดี แต่สามารถเก็บความชื้นได้พอเหมาะ
  • การให้น้ำ : ควรรักษาความชื้นของดินอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรปล่อยให้ดินแห้งจัดเป็นเวลานาน
  • การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ด้วย การแยกกอหรือแบ่งเหง้า และการเพาะเมล็ด โดยการแบ่งเหง้าเป็นวิธีที่เหมาะกับการรักษาลักษณะของต้นแม่ ส่วนการเพาะเมล็ดเหมาะสำหรับการขยายพันธุ์จำนวนมากและการศึกษาทางพฤกษศาสตร์
  • การขยายพันธุ์ในห้องปฏิบัติการ : มีการศึกษาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของ Alpinia conchigera โดยใช้ตาจากเหง้าเพื่อกระตุ้นการเกิดยอดและราก ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการผลิตต้นพันธุ์จำนวนมากได้

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เหง้า : เป็นส่วนที่มีข้อมูลการใช้และการศึกษาทางเภสัชวิทยามากที่สุด ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการทางระบบทางเดินอาหารและการใช้ภายนอก
  • ราก : ใช้ร่วมกับเหง้าในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่
  • ใบ : ใช้ภายนอกในตำรับพื้นบ้านสำหรับปัญหาผิวหนัง และใช้เป็นยาพอก
  • ดอก : มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะในกลุ่มอาการเกี่ยวกับพยาธิ
  • ต้นหรือลำต้นเทียม : มีการใช้ในตำรับยาพื้นบ้านบางแห่ง

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย : เหง้าข่าลิงมีรสเผ็ดร้อนซ่า ใช้สำหรับ แก้ปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อ ขับลม และช่วยการขับถ่าย ตามตำรับและภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • ใบ : ใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับ กลาก เกลื้อน และปัญหาผิวหนัง รวมถึงใช้เป็นยาฆ่าพยาธิตามความเชื่อและตำรับพื้นบ้าน
  • ดอก : มีการระบุการใช้เพื่อ ขับพยาธิในลำไส้
  • ต้น : มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับฝีชนิดต่าง ๆ
  • เหง้า : ใช้สำหรับ ปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อ ขับลม และใช้ภายนอกบริเวณที่ถูกแมลงกัดต่อย
  • เหง้าและราก : มีการบันทึกการใช้สำหรับประดง โรคผิวหนัง อาการปวดท้อง และช่วยขับลมในลำไส้
หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและตำรายา ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์ เนื่องจากหลักฐานทางคลินิกของข่าลิงยังมีจำกัด

วิธีใช้

  • ใช้ภายนอกสำหรับปัญหาผิวหนังตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : ใช้ใบหรือดอกขยำกับน้ำแล้วทาบริเวณที่มีอาการ หรือใช้เหง้าแก่ตำละเอียดเพื่อเตรียมเป็นยาทา
  • ใช้เหง้าสำหรับอาการท้องอืดท้องเฟ้อ : ในภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการนำเหง้าแก่สดมาต้มกับน้ำแล้วดื่ม
  • ใช้เมื่อถูกแมลงกัดต่อย : ใช้เหง้าแก่สดตำและคั้นน้ำหรือนำมาพอกบริเวณที่มีอาการเพื่อบรรเทาอาการปวดและบวม
  • การใช้ในตำรับยาไทย : ข่าลิงหรือข่าเล็กอาจปรากฏในแนวคิด “ข่าทั้ง 2” ในตำรับยาไทยบางสาย ซึ่งต้องอาศัยการระบุชนิดพืชและส่วนที่ใช้ให้ถูกต้องก่อนปรุงยา
หมายเหตุ: ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐานจากข้อมูลภูมิปัญญาเพียงอย่างเดียว เพราะยังไม่มีข้อมูลขนาดยาในมนุษย์ที่เพียงพอสำหรับข่าลิงโดยเฉพาะ

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • ข่าลิง (Alpinia conchigera) ไม่ควรระบุว่าเป็นรายการยาสมุนไพรเดี่ยวในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรโดยตรง หากไม่มีการระบุในประกาศฉบับปัจจุบัน
  • ในตำราเภสัชกรรมไทยและเอกสารองค์ความรู้เดิม มีการจัด ข่าเล็ก (Alpinia conchigera) อยู่ในกลุ่ม “ข่าทั้ง 2” และมีการกล่าวถึงการใช้เหง้าข่าในตำรับยาไทยบางตำรับ เช่น ยาประสะเจตพังคี และยาไฟประลัยกัลป์ในเอกสารองค์ความรู้รุ่นก่อน
  • บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรมีการปรับปรุงเป็นระยะ ดังนั้นการนำข้อมูลไปใช้ในเว็บไซต์ควรตรวจสอบประกาศฉบับล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาอีกครั้ง โดยปัจจุบันมีประกาศบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 และบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2569 ที่มีการปรับปรุงรายการยา

สาระสำคัญ

  • ข่าลิงเป็นพืชวงศ์ขิงที่มีเหง้าเป็นส่วนสำคัญ และมีน้ำมันหอมระเหยเป็นองค์ประกอบเด่น
  • มีสารกลุ่ม ฟีนิลโพรพานอยด์ สารฟีนอลิก สเตอรอล และสารเทอร์พีนอยด์
  • สารสกัดและน้ำมันหอมระเหยจากข่าลิงมีการศึกษาพบ ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านเชื้อรา ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และลดความเจ็บปวด ในระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง
  • ผลการวิจัยยังไม่เพียงพอที่จะสรุปประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์

องค์ประกอบทางเคมี

  • น้ำมันหอมระเหย : พบสารสำคัญหลายกลุ่ม โดยองค์ประกอบอาจแตกต่างตามแหล่งปลูก ส่วนของพืช และวิธีสกัด
  • 1,8-Cineole (Eucalyptol) : เป็นองค์ประกอบสำคัญของน้ำมันจากเหง้าในบางตัวอย่าง
  • β-Bisabolene : พบในน้ำมันจากใบและเหง้า
  • β-Sesquiphellandrene : เป็นองค์ประกอบเด่นของน้ำมันจากเหง้าในบางการศึกษา
  • β-Caryophyllene : พบในน้ำมันหอมระเหยของข่าลิง
  • Chavicol และ Chavicol acetate : เป็นสารกลุ่มฟีนอลิกและฟีนิลโพรพานอยด์ที่มีการตรวจพบ
  • 1′-Acetoxychavicol acetate : สารสำคัญที่ได้รับความสนใจด้านฤทธิ์ทางชีวภาพ
  • 1′-Acetoxyeugenol acetate
  • p-Hydroxycinnamaldehyde
  • p-Hydroxycinnamyl acetate
  • Trans-p-coumaryl diacetate
  • 4-Hydroxybenzaldehyde
  • Stigmasterol
  • β-Sitosterol
  • Cardamomin : เป็นสารกลุ่ม chalcone ที่มีรายงานการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพ

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดจากเหง้าข่าลิงมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus และเชื้อราบางชนิดในการทดลอง โดยสารสกัดไดคลอโรมีเทนจากเหง้าแสดงฤทธิ์ต่อ Candida albicans, Microsporum canis และ Trichophyton rubrum รวมถึงเชื้อ Staphylococcus aureus บางสายพันธุ์
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อ Enterococcus faecalis : การศึกษาสารสกัดจากเหง้าข่าลิงด้วยตัวทำละลายต่างชนิดพบฤทธิ์ยับยั้ง E. faecalis รวมถึงรูปแบบไบโอฟิล์มในระดับการทดลอง แต่เป็นหลักฐานก่อนคลินิก
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบและลดปวด : สารสกัดเอทานอลจากเหง้าข่าลิงแสดงฤทธิ์ลดการอักเสบและลดความเจ็บปวดในแบบจำลองหนูและหนูเมาส์ โดยมีการทดสอบหลายรูปแบบ เช่น carrageenan-induced paw edema, writhing, hot plate และ formalin tests
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดชั้น ethyl acetate จากเหง้ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH, ABTS และ FRAP แต่ผลการทดลองในสัตว์ไม่พบการลด MDA ในตับและสมองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
  • สารที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีการศึกษา cardamomin และสารฟีนิลโพรพานอยด์จาก A. conchigera ซึ่งเกี่ยวข้องกับกลไกการอักเสบและเส้นทาง NF-κB ในระบบทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : สารบางชนิดจากข่าลิง เช่น 1′-S-1′-acetoxychavicol acetate มีการศึกษาฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งและแบบจำลองสัตว์ อย่างไรก็ตามข้อมูลดังกล่าวเป็น งานวิจัยก่อนคลินิก ไม่ใช่หลักฐานว่าข่าลิงสามารถรักษามะเร็งในมนุษย์ได้

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับภูมิปัญญาและชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ : มีข้อมูลการใช้เหง้า ใบ และส่วนอื่นของข่าลิงในไทย มาเลเซีย เวียดนาม และพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ระดับห้องปฏิบัติการ (in vitro) : มีหลักฐานค่อนข้างมากเกี่ยวกับ ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านเชื้อรา ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ต่อเซลล์บางชนิด
  • ระดับสัตว์ทดลอง (in vivo) : มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ลดปวด ต้านการอักเสบ และการศึกษาด้านสารต้านอนุมูลอิสระ
  • ระดับการศึกษาในมนุษย์ : ยังมีข้อมูลจำกัด และยังไม่เพียงพอสำหรับการยืนยันประสิทธิผลหรือกำหนดขนาดยามาตรฐานสำหรับโรคใดโรคหนึ่ง
  • ภาพรวม : หลักฐานของข่าลิงในปัจจุบันจึงอยู่ในระดับ ก่อนคลินิกเป็นหลัก มากกว่าหลักฐานทางคลินิก

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ต้านการอักเสบ : สารสกัดเหง้าและใบสามารถลดการอักเสบในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • ลดปวด : สารสกัดเหง้ามีฤทธิ์ antinociceptive ในหลายแบบจำลอง และผลบางส่วนถูกย้อนกลับด้วย naloxone ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจเกี่ยวข้องกับระบบ opioid
  • ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดเหง้า โดยเฉพาะ fraction ที่มีสารฟีนอลิกสูง แสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในหลอดทดลอง
  • ต้านแบคทีเรียและเชื้อรา : สารสกัดและสารบริสุทธิ์บางชนิดแสดงฤทธิ์ต่อเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราหลายชนิด
  • ต้านเซลล์มะเร็ง : สารบางชนิด เช่น 1′-S-1′-acetoxychavicol acetate มีการศึกษาเกี่ยวกับ cytotoxicity, apoptosis และ cell-cycle arrest
  • ฤทธิ์ต่อแมลง : น้ำมันหอมระเหยของข่าลิงมีฤทธิ์เป็นพิษและไล่แมลงบางชนิดในการทดลอง จึงมีศักยภาพด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ป้องกันแมลงและสารกำจัดศัตรูพืชจากธรรมชาติ

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารสำคัญในปริมาณสูง
  • การศึกษาความเป็นพิษของสาร 1′-S-1′-acetoxychavicol acetate ในหนูพบว่าในการศึกษาระยะสั้นไม่พบการเสียชีวิต แต่ในการศึกษาระยะกึ่งเฉียบพลันพบการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพเล็กน้อยของไตและตับ จึงไม่ควรนำผลดังกล่าวมาตีความว่า ข่าลิงปลอดภัยในมนุษย์ทุกขนาด
  • น้ำมันหอมระเหยและสารสกัดเข้มข้น ไม่ควรนำมารับประทานหรือใช้บนผิวหนังโดยไม่มีข้อมูลด้านความเข้มข้นและความปลอดภัยที่เหมาะสม
  • หากใช้เป็นอาหารในปริมาณตามปกติ ย่อมแตกต่างจากการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์ทางยา
หมายเหตุ: งานวิจัยด้านความปลอดภัยส่วนหนึ่งศึกษา “สารบริสุทธิ์” หรือสารสกัดเฉพาะชนิด ไม่สามารถนำผลไปเทียบเท่ากับเหง้าข่าลิงสดหรือผลิตภัณฑ์ทุกชนิดได้โดยตรง

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้ข่าลิงเพื่อรักษาโรคร้ายแรงแทนการรักษามาตรฐาน
  • หญิงตั้งครรภ์ : ควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยาหรือสารสกัดเข้มข้น เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยเพียงพอ
  • หญิงให้นมบุตร : ควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพก่อนใช้ในรูปแบบยา เนื่องจากข้อมูลการผ่านเข้าสู่น้ำนมและความปลอดภัยต่อทารกมีจำกัด
  • เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว : ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สารสกัดเข้มข้น
  • ผู้แพ้พืชวงศ์ขิง : ควรหลีกเลี่ยงหากเคยมีประวัติแพ้สมุนไพรในวงศ์ Zingiberaceae
หมายเหตุ: ข้อควรระวังเหล่านี้เป็นหลักการด้านความปลอดภัยจากการขาดข้อมูลทางคลินิก ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อห้ามใช้ที่ผ่านการยืนยันจากการทดลองในมนุษย์ทุกข้อ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอ สำหรับยืนยันปฏิกิริยาระหว่างข่าลิงกับยาชนิดต่าง ๆ
  • สาร 1′-S-1′-acetoxychavicol acetate ซึ่งพบในข่าลิงมีการศึกษาเกี่ยวกับการยับยั้งเอนไซม์ในระบบ cytochrome P450 ในหลอดทดลอง จึงมีความเป็นไปได้เชิงทฤษฎีว่าสารสกัดเข้มข้นอาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงยาบางชนิด แต่ยังไม่สามารถสรุปว่าการรับประทานข่าลิงในอาหารทำให้เกิดปฏิกิริยาดังกล่าวในคนได้
  • ผู้ที่รับประทาน ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยากดภูมิคุ้มกัน ยารักษาโรคเรื้อรัง หรือยาที่มีช่วงความปลอดภัยแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดข่าลิงเป็นประจำ

การใช้ในอาหาร

  • ยอดอ่อนและหน่ออ่อน : รับประทานเป็นผักสดร่วมกับน้ำพริก หรือใช้ประกอบอาหาร
  • เหง้า : ใช้เป็นเครื่องเทศหรือเครื่องปรุงเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและรสเผ็ด
  • เครื่องแกงและต้มยำ : สามารถใช้ส่วนอ่อนหรือเหง้าเป็นส่วนประกอบของอาหารพื้นบ้าน
  • ผลิตภัณฑ์หมักและเครื่องดื่ม : มีรายงานการใช้เหง้าข่าลิงเพื่อแต่งกลิ่นอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบางพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ผล : มีรายงานว่าสามารถรับประทานได้ในบางท้องถิ่น

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพรสำหรับใช้ภายนอก : อาจนำสารสกัดจากเหง้าหรือใบไปศึกษาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผิว
  • ผลิตภัณฑ์ต้านจุลชีพและเชื้อรา : งานวิจัยสนับสนุนศักยภาพของสารสกัดข่าลิงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอนาคต แต่ยังต้องประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพในมนุษย์
  • น้ำมันหอมระเหย : มีศักยภาพในการใช้เป็นส่วนประกอบด้านกลิ่นและการวิจัยผลิตภัณฑ์ป้องกันแมลง
  • อาหารและเครื่องเทศ : เหง้าและยอดอ่อนสามารถใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารพื้นบ้าน
  • ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง : สารต้านอนุมูลอิสระจากข่าลิงเป็นประเด็นที่มีการศึกษาวิจัย แต่การนำไปใช้จริงต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยและข้อกำหนดด้านเครื่องสำอางก่อน

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เหง้า : หากต้องการใช้เป็นสมุนไพร ควรเลือกเหง้าที่สมบูรณ์ ปลอดจากเชื้อราและการเน่าเสีย
  • การเตรียมเหง้าสด : ล้างดินออกให้สะอาด ตัดส่วนที่เสียหาย แล้วนำไปใช้สดหรือหั่นเป็นชิ้นตามวัตถุประสงค์
  • การทำแห้ง : หากต้องการเก็บเป็นวัตถุดิบแห้ง ควรหั่นเป็นชิ้นบางและทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในสภาพที่สะอาดและอากาศถ่ายเท เพื่อลดความชื้นและป้องกันเชื้อรา
  • การเก็บรักษา : วัตถุดิบแห้งควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
  • การตรวจคุณภาพ : ก่อนนำมาใช้ควรตรวจลักษณะ สี กลิ่น ความชื้น และการปนเปื้อน โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เก็บเป็นเวลานาน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภาคใต้และชุมชนมลายู : มีการใช้ข่าลิงหรือ Alpinia conchigera เป็นสมุนไพรสำหรับปัญหาผิวหนัง เช่น กลากและเกลื้อน รวมทั้งใช้เหง้าเป็นเครื่องเทศ
  • ภูมิปัญญาไทย : มีการใช้เหง้าในกลุ่มอาการ ปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อ ขับลม และใช้ภายนอกบริเวณที่ถูกแมลงกัดต่อย
  • การใช้หลังคลอด : ในบางพื้นที่ของมาเลเซียมีการรับประทานเหง้าข่าลิงเป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาหลังคลอด
  • อาหารพื้นบ้าน : ยอดอ่อนและหน่ออ่อนนำมารับประทานเป็นผักหรือใส่ในเครื่องแกงและอาหารพื้นบ้าน

ประวัติและวัฒนธรรม

  • ข่าลิงเป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในด้าน อาหาร เครื่องเทศ และการแพทย์พื้นบ้าน
  • ในมาเลเซียมีชื่อพื้นเมืองหลายชื่อ เช่น lengkuas ranting และ lengkuas kecil และมีการใช้เหง้าเป็นเครื่องปรุงอาหารและยาพื้นบ้าน
  • ในประเทศไทย ข่าลิงถูกบันทึกในองค์ความรู้ด้านพืชสมุนไพรและเภสัชกรรมไทยในชื่อ ข่าเล็ก ข่าน้อย หรือข่าลิง
  • การใช้ข่าลิงสะท้อนความรู้พื้นบ้านที่เชื่อมโยงการใช้พืชอาหารกับการใช้เป็นสมุนไพร โดยเฉพาะเหง้าที่มีกลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อน

สถานะการอนุรักษ์

  • สถานะระดับโลก : Alpinia conchigera ถูกระบุในฐานข้อมูล Plants of the World Online ว่าเป็นชนิดที่ยอมรับทางอนุกรมวิธาน และข้อมูลการประเมินการอนุรักษ์ที่ Kew อ้างถึงระบุสถานะ Least Concern (LC)
  • ประเทศไทย : มีการพบข่าลิงในหลายพื้นที่และมีการใช้ประโยชน์ทั้งในด้านอาหารและสมุนไพร
  • แนวทางอนุรักษ์ : ควรส่งเสริมการเก็บเกี่ยวอย่างเหมาะสม การขยายพันธุ์ในแปลงปลูก และการอนุรักษ์แหล่งพันธุกรรมในพื้นที่ธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อมีการนำเหง้าออกจากธรรมชาติในปริมาณมาก

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Liliopsida
  • อันดับ (Order) : Zingiberales
  • วงศ์ (Family) : Zingiberaceae
  • สกุล (Genus) : Alpinia
  • ชนิด (Species) : Alpinia conchigera Griff.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ :
    • Languas conchigera (Griff.) Burkill
    • Languas sumatrana (Miq.) Merr.
    • Strobidia conchigera (Griff.) Kuntze
    • Strobidia oligosperma Kuntze
    • Alpinia sumatrana (Miq.) K.Schum.
    • Alpinia humilis Teijsm. & Binn.
หมายเหตุ: ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสมัยใหม่ยอมรับ Alpinia conchigera Griff. เป็นชื่อที่ถูกต้องของข่าลิงชนิดนี้ ขณะที่ Alpinia laosensis Gagnep. ซึ่งเคยถูกใช้เป็นชื่อพ้อง ได้รับการทบทวนและแยกเป็นอีกชนิดหนึ่งจาก A. conchigera ในงานอนุกรมวิธานปี 2021

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ลักษณะสำคัญที่ใช้ตรวจสอบ : เป็นไม้ล้มลุกมีเหง้าใต้ดิน ลำต้นเทียม ใบเดี่ยวเรียงสลับ และช่อดอกออกบริเวณปลายยอดหรือระหว่างใบคู่บน
  • ใบ : ตรวจสอบรูปใบ ขนาดใบ ขอบใบ ลักษณะปลายใบ และลักษณะขนบริเวณขอบใบหรือเส้นกลางใบด้านล่าง
  • ดอก : ตรวจสอบช่อดอกแบบแยกแขนง สีของกลีบดอกและกลีบปาก รวมถึงลายสีแดงหรือม่วงบนกลีบปาก
  • ผล : ผลกลม เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีแดง มีเมล็ดมีกลิ่นฉุน
  • เหง้า : มีขนาดค่อนข้างเล็ก มีกลิ่นหอมฉุนและรสเผ็ดร้อน
  • การตรวจยืนยัน : หากใช้เป็นวัตถุดิบยา ควรยืนยันด้วยตัวอย่างพรรณไม้แห้งหรือ voucher specimen และใช้ลักษณะทางสัณฐานวิทยาร่วมกับข้อมูลอนุกรมวิธานเพื่อป้องกันการสับสนกับพืชที่มีชื่อพื้นเมืองว่า “ข่าลิง” ชนิดอื่น

คำเตือนทางการแพทย์

ข่าลิงเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาไทยและภูมิปัญญาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง ไม่ควรนำข้อมูลดังกล่าวมาอ้างว่าข่าลิงสามารถรักษาโรค เช่น มะเร็ง การติดเชื้อ หรือโรคเรื้อรังในมนุษย์ได้
  • ไม่ควรใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง โดยเฉพาะในโรคติดเชื้อ โรคผิวหนังรุนแรง หรือโรคเรื้อรัง
  • ไม่ควรรับประทานสารสกัดเข้มข้นเอง หากไม่มีข้อมูลขนาดและความปลอดภัยที่เหมาะสม
  • หากมีอาการแพ้ เช่น ผื่น คัน บวม หายใจลำบาก หรืออาการผิดปกติหลังใช้ ควรหยุดใช้และพบแพทย์
  • ผู้ที่กำลังใช้ยาประจำ มีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ในรูปแบบยา
  • การระบุชนิดพืชเป็นเรื่องสำคัญ เพราะชื่อ “ข่าลิง” อาจหมายถึงพืชมากกว่าหนึ่งชนิด และการใช้ผิดชนิดอาจทำให้ข้อมูลด้านสรรพคุณและความปลอดภัยคลาดเคลื่อน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. (2568). ข่าลิง. คลังต้นไม้แห่งการเรียนรู้.
  2. ศูนย์สารสนเทศพืช สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. (ม.ป.ป.). ข่าลิง ๑: Alpinia conchigera Griff. สารานุกรมพืช.
  3. เพ็งคำศรี, น., กันทะมูล, จ., โตวัฒนกิจ, ภ., วงษ์ษารัฐ, ว., ใจหมั่น, ว., เมืองจันทร์, น., และจันทร์เหลือง, ส. (2554). ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดเหง้าข่าลิง. วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ, 6(3).
  4. จันทร์เหลือง, ส., อาลัย, ส., ศรีละคร, ว., และเพ็งคำศรี, น. (ม.ป.ป.). ฤทธิ์ต้านจุลชีพของสารสกัดข่าลิงต่อเชื้อ Enterococcus faecalis ที่เจริญแบบไบโอฟิล์ม. วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ.
  5. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2568). ประกาศบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568.
  6. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2569). ประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ เรื่อง บัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2569.
  7. Aziz, A. N., Ibrahim, H., Syamsir, D. R., Mohtar, M., Vejayan, J., & Awang, K. (2013). Antimicrobial compounds from Alpinia conchigera. Journal of Ethnopharmacology, 145(3), 798–802. doi:10.1016/j.jep.2012.12.024.
  8. Sulaiman, M. R., Zakaria, Z. A., Mohamad, A. S., Ismail, M., Hidayat, M. T., Israf, D. A., & Adilius, M. (2010). Antinociceptive and anti-inflammatory effects of the ethanol extract of Alpinia conchigera rhizomes in various animal models. Pharmaceutical Biology, 48(8), 861–868. doi:10.3109/13880200903302820.
  9. Qamaruz-Zaman, F., Ridzuan, R., & Abdelmageed, A. H. A. (2021). Chemical composition, antioxidant and antimicrobial activities of the essential oils from rhizomes and leaves of Alpinia conchigera Griff. Journal of Essential Oil Bearing Plants, 24(6). doi:10.1080/0972060X.2021.2016497.
  10. Sirat, H. M., & Nordin, A. B. (1995). Chemical composition of the rhizome oil of Alpinia conchigera Griff. from Malaysia. Journal of Essential Oil Research, 7(2), 195–197.
  11. Lee, J.-H., Jung, H. S., Giang, P. M., Jin, X., Lee, S., Son, P. T., Lee, D., Hong, Y.-S., Lee, K., & Lee, J. J. (2006). Blockade of nuclear factor-kappaB signaling pathway and anti-inflammatory activity of cardamomin, a chalcone analog from Alpinia conchigera. Journal of Pharmacology and Experimental Therapeutics, 316(1), 271–278. doi:10.1124/jpet.105.092486.
  12. Ye, X.-E., Nguyen, K. S., Souvannakhoummane, K., Nguyen, Q. B., & Chen, J. (2021). Alpinia laosensis, the correct name for a species previously misidentified as A. conchigera. Phytotaxa, 508(2), 129–141. doi:10.11646/phytotaxa.508.2.2.
  13. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Alpinia conchigera Griff. Plants of the World Online.
  14. National Parks Board Singapore. (2022). Alpinia conchigera. Flora & Fauna Web.
  15. Youn, I., et al. (2024). Phytochemical and pharmacological properties of the genus Alpinia from 2016 to 2023. Natural Product Reports. doi:10.1039/D4NP00004H.
Scroll to top