กะลังตังช้าง

กะลังตังช้าง

กะลังตังช้าง (Girardinia heterophylla Decne.) เป็นพืชในวงศ์ Urticaceae หรือวงศ์ตำแย มีลักษณะเด่นคือมี ขนหรือหนามพิษตามลำต้น ใบ ก้านใบ และส่วนต่าง ๆ ของต้น ซึ่งเมื่อสัมผัสผิวหนังอาจทำให้เกิดอาการคัน แสบ ปวด และระคายเคืองอย่างมาก ในประเทศไทยพบชื่อพื้นเมือง เช่น ตำแยช้าง หานสา หานช้างไห้ และหานช้างร้อง และมีการใช้ประโยชน์ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นทั้งด้านสมุนไพร อาหาร และเส้นใย

หมายเหตุ: ชื่อวิทยาศาสตร์ Girardinia heterophylla Decne. เป็นชื่อที่พบในเอกสารและฐานข้อมูลไทย แต่ปัจจุบัน Kew Plants of the World Online ยอมรับ Girardinia diversifolia (Link) Friis เป็นชื่อที่ยอมรับ และจัด G. heterophylla ไว้เป็นชื่อพ้อง ดังนั้นในการอ้างอิงทางอนุกรมวิธานควรระบุทั้งชื่อเดิมและชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : กะลังตังช้าง
  • ชื่อท้องถิ่น : ตำแยช้าง (ภาคกลาง), กะลังตังช้าง (ภาคใต้), หานสา, หานช้างไห้, หานช้างร้อง (ภาคเหนือ)
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารไทย : Girardinia heterophylla Decne.
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบัน : Girardinia diversifolia (Link) Friis
  • วงศ์ : Urticaceae
  • ชื่อสามัญ : Himalayan nettle, Giant nettle, Nilgiri nettle, Nepalese nettle
  • ลักษณะเด่น : เป็นพืชที่มี ขนพิษหรือขนตำแย (stinging hairs) ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญในการแยกจากพืชที่มีรูปร่างคล้ายกันในวงศ์เดียวกัน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น : เป็นพืชล้มลุกหรือพืชอายุสั้น ลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 1.5–2 เมตร และอาจพบต้นที่สูงได้มากกว่านี้ ลำต้นมีร่องเล็กน้อยและมีขนแข็งรวมทั้งขนพิษหนาแน่น
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ถึงรูปหัวใจหรือมีรูปร่างแปรผัน ใบอาจแบ่งเป็น 3–7 พู ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ปลายใบแหลม และมีขนพิษทั้งบริเวณใบและเส้นใบ
  • ดอก : ดอกมีขนาดเล็ก สีเขียวอ่อน ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบ โดยต้นอาจมีดอกเพศผู้และเพศเมียแยกกันหรืออยู่บนต้นเดียวกันตามลักษณะประชากร
  • ผล : ผลเป็นผลแห้งขนาดเล็ก รูปไข่หรือค่อนข้างกลม สีน้ำตาลเมื่อแก่ และมีลักษณะผิวขรุขระ
  • ขนพิษ : เป็นลักษณะสำคัญของพืชชนิดนี้ เมื่อถูกสัมผัสหรือกดทับ ปลายขนอาจแตกและปล่อยสารที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองบริเวณผิวหนัง

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์ : มีการกระจายพันธุ์กว้างในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของโลกเก่า โดยพบตั้งแต่เอเชียใต้และเทือกเขาหิมาลัย ไปจนถึงจีน ไต้หวัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงหลายพื้นที่ในแอฟริกา และมีรายงานการกระจายพันธุ์ในประเทศไทย
  • ประเทศไทย : พบในพื้นที่ป่าธรรมชาติและบริเวณที่มีความชื้น โดยมีชื่อพื้นเมืองแตกต่างกันตามภูมิภาค เช่น ตำแยช้าง หานสา และหานช้างร้อง
  • ถิ่นอาศัย : มักพบในบริเวณที่มีความชื้น เช่น ป่าหรือพื้นที่ใกล้ลำธาร โดยข้อมูลจากแถบเทือกเขาหิมาลัยพบได้ในระดับความสูงประมาณ 1,200–3,000 เมตร

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีที่มีการศึกษาสำหรับ Girardinia diversifolia โดยเมล็ดอาจมีภาวะพักตัวและการงอกขึ้นกับอุณหภูมิ วัสดุเพาะ และแหล่งที่มาของเมล็ด
  • การเพาะเมล็ด : การศึกษาการงอกพบว่าสามารถเพาะในสภาพเรือนเพาะชำและวัสดุเพาะต่าง ๆ ได้ โดยการงอกเริ่มพบหลังประมาณ 15 วัน และสามารถติดตามผลต่อเนื่องถึงประมาณ 30 วัน
  • การแยกกอหรือแบ่งราก : มีรายงานว่าสามารถขยายพันธุ์ด้วยการแบ่งส่วนของต้นหรือรากในบางกรณี
  • ข้อควรระวังในการปลูก : เนื่องจากลำต้นและใบมีขนพิษ ผู้ปฏิบัติงานควรสวมถุงมือและเสื้อผ้าที่ปกปิดผิวหนังอย่างมิดชิด

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก : มีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านในบางพื้นที่ โดยนำมาต้มเป็นน้ำดื่ม
  • ใบ : มีการใช้เป็นอาหารและมีการศึกษาทางเภสัชวิทยา โดยเฉพาะด้านการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในสัตว์ทดลอง
  • ช่อดอก/ดอก : มีการใช้เป็นอาหารในบางท้องถิ่น และมีการศึกษาฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดในสัตว์ทดลอง
  • ลำต้นและเปลือก : มีประโยชน์ด้านเส้นใยและมีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านในบางประเทศ

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคใต้ของประเทศไทย : มีรายงานการนำ รากกะลังตังช้าง มาต้มกับน้ำดื่ม ใช้เป็นยาพื้นบ้านสำหรับอาการเกี่ยวกับหัวใจ อาการซึมเศร้า นอนไม่หลับ หน้ามืด เป็นลม และท้องเสีย โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ใช่ข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยัน
  • ตามภูมิปัญญาในเอเชียใต้ : มีรายงานการใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชในระบบการแพทย์พื้นบ้าน โดยเฉพาะรากและเหง้า รวมทั้งการใช้เปลือกหรือส่วนของต้นในงานพื้นบ้าน
  • ด้านการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด : การศึกษาในหนูทดลองที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่าสารสกัดใบและช่อดอกมีแนวโน้มลดระดับน้ำตาลในเลือด แต่ยังไม่สามารถนำผลดังกล่าวมาใช้ยืนยันประสิทธิผลในมนุษย์ได้
  • ด้านต้านจุลชีพ : สารสกัดจากใบและลำต้นมีรายงานฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียและเชื้อราบางชนิดในการทดลองในห้องปฏิบัติการ

หมายเหตุ: ข้อมูลสรรพคุณของกะลังตังช้างหลายประการเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้านหรือการทดลองระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์

วิธีใช้

  • การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : มีรายงานการนำ ราก มาต้มกับน้ำแล้วดื่มในบางชุมชน โดยใช้สำหรับอาการต่าง ๆ ตามตำรับพื้นบ้าน
  • การใช้เป็นอาหาร : ใบอ่อนและช่อดอกสามารถนำไปปรุงให้สุกก่อนรับประทาน โดยความร้อนช่วยลดฤทธิ์ระคายเคืองจากขนตำแย
  • การใช้ภายนอก : มีรายงานภูมิปัญญาในอินเดียเกี่ยวกับการใช้ผงเปลือกเป็นวัสดุปิดแผลในบริบทพื้นบ้าน

ไม่ควรนำใบ ลำต้น หรือส่วนที่มีขนพิษมาสัมผัสหรือรับประทานสด เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการแสบ คัน ปวด และระคายเคืองอย่างรุนแรง

สาระสำคัญ

  • ขนพิษ (stinging hairs) : เป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญด้านความปลอดภัย เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับอาการคัน แสบ ปวด และการอักเสบหลังสัมผัส
  • ฟลาโวนอยด์และสารฟีนอลิก : มีการตรวจพบกลุ่มสารเหล่านี้จากการศึกษาทางพฤกษเคมีของพืช
  • รูทิน (rutin) : มีรายงานการแยกรูทินจากรากของ G. heterophylla ด้วยวิธีทางเคมีและสเปกโทรสโกปี
  • ไฟโตสเตอรอล : มีรายงานการพบ β-sitosterol และ γ-sitosterol รวมถึง ursolic acid จากส่วนราก

องค์ประกอบทางเคมี

  • β-Sitosterol : พบในส่วนรากและเป็นไฟโตสเตอรอลที่มีการรายงานในพืชชนิดนี้
  • γ-Sitosterol : มีรายงานการแยกและระบุเอกลักษณ์จากใบด้วย GC-MS โดยเป็นสารที่มีโครงสร้างใกล้เคียงกับ β-sitosterol
  • Ursolic acid : ตรวจพบในสารสกัดจากราก
  • Rutin : แยกได้จากรากของ G. heterophylla จากการศึกษาทางพฤกษเคมี
  • Alkaloids, flavonoids, terpenoids, polyphenols และ glycosides : มีรายงานการตรวจคัดกรองเบื้องต้นในสารสกัดจากราก
  • Histamine, acetylcholine และ serotonin : เป็นสารที่เกี่ยวข้องกับขนตำแยในวงศ์ Urticaceae และมีรายงานสารกลุ่มนี้ในขนพิษของสกุล Girardinia

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด : การศึกษาในหนู Wistar เพศผู้ที่เหนี่ยวนำให้เกิดเบาหวานชนิดที่ 2 ด้วย streptozotocin-nicotinamide ให้สารสกัดใบและช่อดอกในขนาด 200 และ 400 มก./กก. น้ำหนักตัว เป็นเวลา 28 วัน พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดลดลงแบบสัมพันธ์กับขนาดสารสกัด โดยสารสกัดช่อดอกให้ผลเด่นกว่าสารสกัดใบในการศึกษานี้
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดจากใบและลำต้นด้วยตัวทำละลายหลายชนิดแสดงฤทธิ์ต่อ Bacillus subtilis, Escherichia coli, Klebsiella pneumoniae และ Aspergillus niger ในการทดสอบในห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดเอทานอลจากรากแสดงความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระจากการทดสอบ DPPH และพบสารกลุ่ม alkaloids, flavonoids, terpenoids, polyphenols และ glycosides
  • การศึกษาสารออกฤทธิ์ : งานวิจัยทางพฤกษเคมีพบ β-sitosterol, γ-sitosterol และ ursolic acid จากราก และมีการรายงาน rutin จากรากของพืชชนิดนี้
  • การศึกษาทางเภสัชวิทยาในอดีต : มีงานวิจัยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1964 ที่ศึกษาสารออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของ G. heterophylla โดยใช้แบบจำลองสัตว์ทดลองและการศึกษาทางเภสัชวิทยา

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับภูมิปัญญาพื้นบ้าน : มีข้อมูลการใช้รากและส่วนอื่น ๆ ของพืชในหลายพื้นที่ของเอเชีย
  • ระดับพฤกษเคมี : มีหลักฐานการตรวจพบและแยกสารสำคัญหลายชนิด เช่น rutin, β-sitosterol, γ-sitosterol และ ursolic acid
  • ระดับห้องปฏิบัติการ : มีข้อมูลฤทธิ์ต้านจุลชีพและต้านอนุมูลอิสระจากสารสกัด
  • ระดับสัตว์ทดลอง : มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดจากการทดลองในหนู
  • ระดับการศึกษามนุษย์ : ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลและขนาดใช้รักษาโรคในมนุษย์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด : สารสกัดใบและช่อดอกมีผลลดระดับน้ำตาลในหนูทดลองที่เป็นเบาหวาน
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดจากใบและลำต้นมีฤทธิ์ต่อเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราบางชนิดในการทดลองภายนอกร่างกาย
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากรากมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH
  • ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารประกอบ : งานวิจัยด้านองค์ประกอบทางเคมีพบสารกลุ่มไฟโตสเตอรอลและไตรเทอร์พีนอยด์ ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพต่อไป

ความปลอดภัย

  • การสัมผัส : กะลังตังช้างเป็นพืชที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะขนพิษสามารถทำให้ผิวหนังเกิดอาการ แสบ คัน บวมแดง และปวด ได้
  • การเก็บเกี่ยว : ควรสวมถุงมือ เสื้อแขนยาว และปกปิดผิวหนังขณะเก็บหรือจัดการกับต้นสด
  • การรับประทาน : ใบและช่อดอกที่ใช้เป็นอาหารควรผ่านความร้อนก่อนรับประทาน เพราะความร้อนช่วยลดฤทธิ์ของขนตำแย
  • การใช้เป็นยา : ยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยทางคลินิกในมนุษย์จำกัด จึงไม่ควรใช้สารสกัดเข้มข้นหรือใช้เพื่อรักษาโรคแทนการรักษามาตรฐานโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ข้อห้ามใช้

  • ห้ามใช้พืชสดสัมผัสผิวหนังโดยตรง โดยเฉพาะบริเวณผิวบอบบางและรอบดวงตา
  • ห้ามรับประทานใบหรือลำต้นสด เนื่องจากมีขนพิษที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้พืชในวงศ์ตำแย ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสและการบริโภค
  • หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว ไม่ควรใช้เป็นยาสมุนไพรในรูปแบบสารสกัดโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร

การใช้ในอาหาร

  • ใบอ่อน : มีรายงานการนำใบอ่อนไปต้มและปรุงเป็นผัก
  • ช่อดอกอ่อน : สามารถนำไปปรุงอาหารได้ในบางท้องถิ่น
  • การเตรียมอาหาร : ต้องผ่านความร้อนก่อนรับประทานเพื่อช่วยลดฤทธิ์ของขนพิษ
  • อาหารพื้นบ้าน : ชุมชนในพื้นที่เทือกเขาหิมาลัยมีการใช้ใบเป็นผักพื้นบ้านและเป็นส่วนหนึ่งของอาหารท้องถิ่น

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์จากเส้นใย : ลำต้นให้เส้นใยที่มีความแข็งแรง สามารถนำไปทำเชือก ด้าย และผลิตภัณฑ์จากเส้นใยได้
  • ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยพื้นบ้าน : มีรายงานการใช้เส้นใยเพื่อทำเชือกและผลิตภัณฑ์สำหรับบรรจุหรือขนส่งในกลุ่มชาติพันธุ์บางพื้นที่
  • ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นบ้าน : รากที่มีลักษณะพองบริเวณโคนมีรายงานการนำมาใช้เป็นสบู่หรือแชมพูพื้นบ้าน

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • การเก็บใบและช่อดอก : ควรเลือกส่วนอ่อนที่สมบูรณ์และเก็บด้วยอุปกรณ์หรือถุงมือป้องกันขนพิษ
  • การเก็บราก : หากใช้เพื่อการศึกษาหรือภูมิปัญญาพื้นบ้าน ควรเลือกต้นที่สมบูรณ์และหลีกเลี่ยงการเก็บจากประชากรธรรมชาติในปริมาณมาก
  • การทำให้แห้ง : ส่วนที่นำไปศึกษาหรือใช้เป็นวัตถุดิบควรทำความสะอาดและทำให้แห้งในบริเวณที่อากาศถ่ายเทและไม่ชื้น
  • การเก็บรักษา : วัตถุดิบแห้งควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง และควรติดฉลากชื่อพืช ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภาคกลาง : เรียกว่า ตำแยช้าง
  • ภาคใต้ : เรียกว่า กะลังตังช้าง
  • ภาคเหนือ : พบชื่อ หานสา หานช้างไห้ และหานช้างร้อง
  • การใช้เป็นยา : มีรายงานการใช้รากต้มเป็นยาพื้นบ้านสำหรับอาการหลายชนิด เช่น อาการเกี่ยวกับหัวใจ นอนไม่หลับ หน้ามืด เป็นลม และท้องเสีย
  • การใช้ประโยชน์จากพืช : ชุมชนในแถบหิมาลัยมีการใช้ใบเป็นอาหาร รากเป็นวัสดุทำความสะอาด และลำต้นเป็นแหล่งเส้นใย

ประวัติและวัฒนธรรม

กะลังตังช้างหรือ Himalayan nettle เป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่ภูเขาของเอเชียใต้และหิมาลัยมาเป็นเวลานาน โดยนอกจากใช้ในภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพแล้ว ยังมีบทบาทเป็น พืชอาหาร พืชเส้นใย และพืชใช้สอย เส้นใยจากลำต้นถูกนำไปทำเชือก ด้าย และผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน ขณะที่ใบอ่อนถูกนำมาปรุงเป็นผัก

ในประเทศไทย ชื่อพื้นเมืองหลายชื่อสะท้อนการรับรู้ของชุมชนต่อพืชที่มีขนพิษและอาการจากการสัมผัส เช่น หานช้างร้อง และ ตำแยช้าง ซึ่งอยู่ในกลุ่มพืชที่ชาวบ้านต้องใช้ความระมัดระวังในการเก็บเกี่ยว

สถานะการอนุรักษ์

  • สถานะระดับโลก : Kew Plants of the World Online จัด Girardinia diversifolia เป็นชนิดที่ยอมรับ และข้อมูล Angiosperm Extinction Risk Predictions ระบุการคาดการณ์ว่า ไม่อยู่ในภาวะถูกคุกคาม (not threatened) โดยมีระดับความเชื่อมั่นค่อนข้างสูง
  • การอนุรักษ์ในประเทศไทย : แม้ยังไม่มีข้อมูลที่ระบุว่าชนิดนี้อยู่ในภาวะเสี่ยงระดับประเทศจากแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบ แต่การเก็บรากจากธรรมชาติจำนวนมากควรหลีกเลี่ยง เพราะอาจกระทบต่อประชากรในพื้นที่และการฟื้นตัวตามธรรมชาติ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • กลุ่มพืช (Clade) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Rosales
  • วงศ์ (Family) : Urticaceae
  • สกุล (Genus) : Girardinia Gaudich.
  • ชนิดที่ยอมรับ (Accepted species) : Girardinia diversifolia (Link) Friis
  • ชื่อพ้องสำคัญ : Girardinia heterophylla Decne., Urtica heterophylla และชื่ออื่น ๆ ตามฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน

หมายเหตุ: หากเว็บไซต์ใช้ชื่อ “กะลังตังช้าง (Girardinia heterophylla Decne.)” ตามฐานข้อมูลเดิม ควรคงชื่อดังกล่าวไว้เพื่อรองรับการค้นหา SEO แต่แนะนำให้ระบุชื่อที่ยอมรับในปัจจุบันคือ “Girardinia diversifolia (Link) Friis” เพื่อความถูกต้องด้านอนุกรมวิธาน

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ลักษณะสำคัญในการตรวจสอบ : พิจารณารูปแบบการเจริญ ลำต้นตั้งตรง ใบเดี่ยวเรียงสลับ ใบมี 3–7 พูหรือมีรูปร่างแปรผัน ขอบใบหยัก และมีขนพิษจำนวนมาก
  • ขนพิษ : เป็นลักษณะเด่นที่พบตามลำต้น ก้านใบ ใบ และช่อดอก
  • ดอกและผล : ใช้ลักษณะของช่อดอก ตำแหน่งดอกเพศผู้และเพศเมีย รวมถึงรูปร่างและขนาดของผลในการตรวจสอบร่วมกับลักษณะใบและลำต้น
  • การตรวจสอบทางอนุกรมวิธาน : ควรเปรียบเทียบกับตัวอย่างพรรณไม้แห้งและเอกสารพรรณพฤกษชาติ เนื่องจากพืชวงศ์ Urticaceae หลายชนิดมีรูปร่างคล้ายกันและมีชื่อพื้นเมืองซ้ำกัน
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : การระบุชนิดควรตรวจสอบกับฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสมัยใหม่ โดยเฉพาะ Kew Plants of the World Online ซึ่งปัจจุบันยอมรับ Girardinia diversifolia และถือ G. heterophylla เป็นชื่อพ้อง

คำเตือนทางการแพทย์

  • กะลังตังช้างเป็นพืชที่มีขนพิษ การสัมผัสโดยตรงอาจทำให้เกิดอาการคัน แสบ ปวด บวมแดง และผื่นระคายเคือง
  • หากถูกขนพิษตำ ไม่ควรเกาหรือขยี้บริเวณที่สัมผัส เพราะอาจทำให้ขนพิษฝังหรือกระจายมากขึ้น
  • หากเกิดอาการรุนแรง เช่น บวมมาก ปวดมาก มีผื่นลุกลาม หายใจลำบาก หรือมีอาการแพ้ทั่วร่างกาย ควรได้รับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์ทันที
  • ข้อมูลการทดลองลดน้ำตาลในเลือดจากสารสกัดใบและช่อดอกเป็นหลักฐานในสัตว์ทดลองเท่านั้น ยังไม่เพียงพอที่จะใช้แทนยารักษาโรคเบาหวานในมนุษย์
  • ผู้ที่รับประทานยารักษาโรคเบาหวานหรือยาประจำ ไม่ควรนำสารสกัดกะลังตังช้างมาใช้ร่วมโดยพลการ เนื่องจากยังขาดข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับประสิทธิผล ขนาดใช้ และความปลอดภัย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). พืชมีพิษ: กะลังตังช้าง (Girardinia heterophylla Decne.).
  2. สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). กะลังตังช้าง.
  3. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. (ม.ป.ป.). สมุนไพร 30 ชนิดจากการสำรวจพรรณไม้ในป่าธรรมชาติกรุงชิง.
  4. Dhungyal, B., Sharma, C., & Jha, D. K. (2019). Antihyperglycemic effect of leaves and inflorescences of Girardinia heterophylla on streptozotocin-nicotinamide induced type-II diabetic male albino Wistar rats. Journal of Pharmacognosy and Phytochemistry, 8(2), 1423–1426.
  5. Tripathi, N., Kumar, S., Singh, R., Singh, C. J., Singh, P., & Varshney, V. K. (2013). Phytochemical studies from the roots of Girardinia heterophylla. Oriental Journal of Chemistry, 29(3), 1143–1148.
  6. Bedi, P. S., Thakur, N., & Singh, B. (2013). Antimicrobial activity of Girardinia heterophylla. World Academy of Science, Engineering and Technology.
  7. Saxena, P. R., Kishor, K., Pant, M. C., & Bhargava, K. P. (1964). Pharmacologically active constituents of Girardinia heterophylla (Decne). Journal of Pharmacy and Pharmacology, 16(5), 361. https://doi.org/10.1111/j.2042-7158.1964.tb07473.x
  8. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Girardinia diversifolia (Link) Friis. Plants of the World Online.
  9. World Flora Online. (2026). Girardinia diversifolia (Link) Friis.
  10. Baloch, S. R., Puni, L., Sati, P., Tamta, B. P., & Singh, A. (2014). Germination behaviour of fiber species of Himalayan nettle (Girardinia diversifolia) in different altitude. The Indian Forester, 140(4), 374–377.
Scroll to top