ชื่ออื่น : กะแตแก (มลายู-นราธิวาส), กายี (ตรัง), ตำหยาว, ท้ายล่อ, ส้มม่วงชูหน่วย (ภาคใต้), นายอ (มลายู-ยะลา), มะม่วงกาสอ (อุตรดิตถ์), มะม่วงกุลา, มะม่วงลังกา, มะม่วงสินหน, มะม่วงหยอด (ภาคเหนือ), มะม่วงทูนหน่วย, ส้มม่วงทูนหน่วย (สุราษฎร์ธานี), มะม่วงยางหุย, มะม่วงเล็ดล่อ (ระนอง), มะม่วงไม่รู้หาว, มะม่วงหิมพานต์ (ภาคกลาง), มะม่วงสิโห (เชียงใหม่), มะโห (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), ยาโงย ยาร่วง (ปัตตานี)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Anacardium occidentale L.
ชื่อสามัญ : Cashew nut tree
ชื่อวงศ์ : ANACARDIACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

  • มะม่วงหิมพานต์ เป็นไม้ต้น สูงได้ถึง 12 เมตร เปลือกเรียบ สีน้ำตาล
  • ใบมะม่วงหิมพานต์ ใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปไข่กลับถึงรูปรีกว้าง โคนใบแหลม ปลายใบกลม ใบหนาเหมือนแผ่นหนัง เกลี้ยง
  • ดอกมะม่วงหิมพานต์ ช่อดอกแบบช่อแยกแขนงหรือช่อเชิงหลั่น ใบประดับรูปขอบขนานแกมรูปไข่ สีเขียวอ่อน มีแถบสีแดง แล้วเปลี่ยนเป็นสีแดง ดอกแยกเพศร่วมต้น สีขาวนวล ดอกมีกลิ่นหอม
  • ผลมะม่วงหิมพานต์ เปลือกแข็งเมล็ดเดียว รูปไต สีน้ำตาลปนเทา เมล็ดรูปไต ส่วนของฐานรองดอกขยายใหญ่ อวบน้ำ รูประฆังคว่ำ มีกลิ่นหอม กินได้

ส่วนที่ใช้เป็นยา : ยางจากผลสด ที่ยังไม่สุก 1 ผล ที่เด็ดออกมาใหม่ๆ, ยางจากต้น เมล็ด

สรรพคุณมะม่วงหิมพานต์ :

  • ยางจากผลสด ยางจากต้น เป็นยารักษาหูด
  • เมล็ด ผสมยารับประทาน แก้กลากเกลื้อน และโรคผิวหนัง แก้เนื้อหนังชาในโรคเรื้อน
  • ยางจากต้น ทำลายตาปลา และกัดทำลายเนื้อที่ด้านเป็นปุ่มโต แก้เลือดออกตามไรฟัน

วิธีและปริมาณที่ใช้

  • ยางจากผลสด  ที่ยังไม่สุก 1 ผล ที่เด็ดออกมาใหม่ๆ ใช้ยางจากผลทางตรงบริเวณที่เป็นหูด ทาบ่อยๆจนกว่าจะหาย
  • ยางจากต้นสด  ทาตรงตาปลา หรือเนื้อที่ด้านเป็นบุ๋มโต ทาบ่อยๆ จนกว่าจะหาย