กลึงกล่อม

กลึงกล่อม

กลึงกล่อม เป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ต้นขนาดเล็กในวงศ์ Annonaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Polyalthia suberosa (Roxb.) Thwaites พบกระจายพันธุ์ในประเทศไทยและหลายประเทศในเอเชียเขตร้อน มีการใช้ใน ภูมิปัญญาสมุนไพรไทย โดยเฉพาะรากและเนื้อไม้สำหรับตำรับที่เกี่ยวข้องกับอาการไข้และร้อนใน นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยเกี่ยวกับสารสำคัญและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพืชชนิดนี้ โดยหลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง ไม่ควรนำมาเทียบเท่ากับหลักฐานการรักษาในมนุษย์

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร: กลึงกล่อม
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Polyalthia suberosa (Roxb.) Thwaites
  • ชื่อวงศ์: Annonaceae หรือวงศ์กระดังงา
  • ชื่อสามัญ: Klueng Klom; มีชื่อภาษาอังกฤษที่พบในฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์ว่า corky debbar tree
  • ชื่อท้องถิ่น: กระทุ่มกลอง, กระทุ่มคลอง, ชั่งกลอง, ท้องคลอง, กำจาย, ไคร้น้ำ, จิงกล่อม, ช่องคลอง, น้ำนอง, น้ำน้อย, ผักจ้ำ, มะจ้ำ และมงจาม
  • ลักษณะการใช้: ใช้เป็น สมุนไพรพื้นบ้าน โดยส่วนที่มีการกล่าวถึงในตำรายาและภูมิปัญญา ได้แก่ ราก เนื้อไม้ ใบ และกิ่ง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น: เป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ต้นหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 2–5 เมตร แตกกิ่งต่ำ เรือนยอดค่อนข้างกลมและหนาทึบ เปลือกสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม มีลักษณะย่นเป็นสันนูนและขรุขระ กิ่งอ่อนอาจมีขนประปราย ส่วนกิ่งแก่ค่อนข้างเกลี้ยงและมีช่องอากาศเป็นตุ่มกระจายอยู่บนเปลือก
  • ใบ: ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานหรือรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน กว้างประมาณ 1.7–3.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5–10 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบและอาจเบี้ยวเล็กน้อย ขอบใบเรียบแต่มักเป็นคลื่นหรือม้วนงอเล็กน้อย ก้านใบสั้นประมาณ 1–3 มิลลิเมตร
  • ดอก: ดอกเดี่ยวออกบริเวณด้านข้างกิ่ง ตรงข้ามหรือเยื้องกับใบ ก้านดอกเรียว กลีบเลี้ยงมี 3 กลีบ กลีบดอกมี 6 กลีบ เรียง 2 ชั้น ดอกมีสีเหลืองอมน้ำตาลถึงเหลืองคล้ำ และมีเกสรเพศผู้จำนวนมาก
  • ผล: เป็น ผลกลุ่ม มีผลย่อยจำนวนมากรวมกันเป็นกระจุกบนแกนกลาง ผลย่อยมีลักษณะกลม ผิวเรียบ เมื่ออ่อนสีเขียว และเมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีแดง โดยแต่ละผลมีประมาณ 1–2 เมล็ด
  • นิเวศวิทยา: พบได้ในป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้น โดยมีรายงานช่วงความสูงประมาณ 50–700 เมตรจากระดับน้ำทะเล


ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิดและเขตกระจายพันธุ์: มีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กระจายตั้งแต่อินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา เมียนมา จีนตอนใต้ ลาว กัมพูชา เวียดนาม ไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์
  • ในประเทศไทย: พบกระจายอยู่ในหลายภูมิภาค และมีชื่อพื้นเมืองแตกต่างกันตามท้องถิ่น สะท้อนถึงการใช้และการรู้จักพืชชนิดนี้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านของหลายพื้นที่

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: มีการศึกษาการเพาะเมล็ดของกลึงกล่อม พบว่าเมล็ดเริ่มงอกประมาณวันที่ 14 และมีอัตราการงอกสูงสุด 54.54% ในวันที่ 28 ในการทดลองดังกล่าว
  • การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ: งานวิจัยพบว่ายอดที่ได้จากการงอกของเมล็ดสามารถนำมาเพิ่มจำนวนยอดบนอาหารสูตร MS ที่เติม BAP โดยความเข้มข้น 4 และ 6 มิลลิกรัมต่อลิตรให้จำนวนยอดเฉลี่ยสูงสุดประมาณ 2.50 ยอด ส่วน NAA ในเงื่อนไขการทดลองดังกล่าวไม่สามารถชักนำให้เกิดรากได้
  • สภาพแวดล้อม: กลึงกล่อมพบได้ตามป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้น จึงควรเลือกพื้นที่ที่มีความชื้นเหมาะสมและมีการระบายน้ำดีตามลักษณะถิ่นอาศัยของพืช

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก: ใช้ในภูมิปัญญาสมุนไพรไทยสำหรับตำรับแก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ และขับพิษ
  • เนื้อไม้: ใช้ร่วมกับรากในตำรับพื้นบ้านที่เกี่ยวข้องกับอาการไข้และร้อนใน
  • ใบและกิ่ง: เป็นส่วนที่มีการศึกษาสารออกฤทธิ์ เช่น suberosol และสารกลุ่มอื่น ๆ ทางเภสัชเคมี

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • รากและเนื้อไม้: ตามภูมิปัญญาไทยมีรสขมสุขุม ใช้ต้มดื่มเพื่อ แก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ขับพิษภายใน และแก้น้ำเหลืองเสีย
  • ตำรับยาหกสิงห์: มีข้อมูลการใช้ รากกลึงกล่อม เป็นหนึ่งในตัวยาของตำรับ โดยใช้ร่วมกับรากสมุนไพรชนิดอื่น เช่น คนทา ชิงชี่ เท้ายายม่อม มะเดื่อชุมพร และย่านาง
  • ภูมิปัญญาพื้นบ้านในต่างประเทศ: มีรายงานการใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชสำหรับอาการไข้ ปวด ท้องร่วง บิด ไอ หวัด และโรคผิวหนัง อย่างไรก็ตาม การใช้เหล่านี้เป็นข้อมูลชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์หรือการแพทย์พื้นบ้าน ไม่ใช่ข้อยืนยันประสิทธิผลทางการแพทย์ในมนุษย์
  • ใบและกิ่ง: มีรายงานการค้นพบสาร suberosol ซึ่งแสดงฤทธิ์ยับยั้งการจำลองตัวของ HIV ในการทดลองระดับเซลล์

วิธีใช้

  • ตามภูมิปัญญาไทย: นำ รากและเนื้อไม้ มาต้มกับน้ำ แล้วใช้น้ำต้มเป็นยาดื่มสำหรับอาการไข้ ร้อนใน กระหายน้ำ และขับพิษตามตำรับพื้นบ้าน
  • ตำรับยาหกสิงห์: มีการระบุให้ใช้รากกลึงกล่อม 2 ส่วน ร่วมกับรากสมุนไพรอื่นตามสูตรตำรับ แล้วต้มสกัดน้ำยาเพื่อรับประทานตามวิธีที่กำหนดในตำรับ
  • งานวิจัย: การทดลองสมัยใหม่ใช้สารสกัดใบด้วยตัวทำละลายหลายชนิดและใช้ขนาดทดลองในสัตว์ ซึ่ง ไม่ควรนำขนาดดังกล่าวมาใช้เป็นขนาดรับประทานในคน

สาระสำคัญ

  • สารสำคัญที่มีการศึกษาชัดเจน ได้แก่ suberosol ซึ่งเป็นสารกลุ่ม lanostane-type triterpene
  • มีรายงานสารกลุ่ม alkaloids, tannins, glycosides, steroids, flavonoids, phenolics และ terpenoids จากการตรวจคัดกรองทางพฤกษเคมีของสารสกัดใบ
  • น้ำมันหอมระเหยจากใบและกิ่งประกอบด้วยสารกลุ่ม monoterpenes, monoterpenoids, sesquiterpenes และ sesquiterpenoids หลายชนิด

องค์ประกอบทางเคมี

  • Suberosol: เป็นสาร triterpenoid ชนิด C31 lanostane-type มีสูตรโมเลกุล C31H50O2 และเป็นสารสำคัญที่ถูกแยกได้จาก Polyalthia suberosa
  • สารกลุ่มอัลคาลอยด์: มีรายงานการตรวจพบ alkaloids ในสารสกัดจากใบ และมีรายงานสาร alkaloid บางชนิดในพืชชนิดนี้
  • สารกลุ่มฟีนอลและฟลาโวนอยด์: ตรวจพบจากการคัดกรองทางพฤกษเคมีของสารสกัดใบ
  • องค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหย: ใบพบ bicyclogermacrene, (E)-caryophyllene และ β-pinene เป็นองค์ประกอบเด่น ส่วนกิ่งพบ (E)-caryophyllene, α-humulene, caryophyllene oxide, camphene และ tricyclene ในสัดส่วนเด่น

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ต้าน HIV: การศึกษาปี 1993 แยกสาร suberosol จาก P. suberosa และพบว่าสารดังกล่าวยับยั้งการจำลองตัวของ HIV ในเซลล์ H9 lymphocyte โดยมีค่า EC50 ประมาณ 3 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร
  • ฤทธิ์แก้ปวดและต้านการอักเสบ: สารสกัดใบด้วย diethyl ether และ n-hexane แสดงฤทธิ์ลดความเจ็บปวดและการอักเสบในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ทางระบบประสาทและทางเดินอาหาร: งานวิจัยปี 2022 พบว่าสารสกัดเอทิลอะซีเตตจากใบมีฤทธิ์เกี่ยวข้องกับระบบประสาท ฤทธิ์ระงับปวด และลดอาการท้องเสียในหนูทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพและความเป็นพิษต่อเซลล์: น้ำมันหอมระเหยจากใบและกิ่งแสดงฤทธิ์ต่อจุลชีพบางชนิดและมีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งบางสายพันธุ์ในการทดลองระดับเซลล์

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับสารบริสุทธิ์/หลอดทดลอง: มีหลักฐานของ suberosol ต่อการจำลองตัวของ HIV ในเซลล์เพาะเลี้ยง
  • ระดับเซลล์: มีข้อมูลฤทธิ์ต้านจุลชีพและความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งจากน้ำมันหอมระเหย
  • ระดับสัตว์ทดลอง: มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ลดปวด ต้านการอักเสบ ระงับประสาท และต้านท้องเสียจากสารสกัดใบ
  • ระดับมนุษย์: ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยันว่ากลึงกล่อมหรือสารสกัดกลึงกล่อมสามารถใช้รักษาโรคดังกล่าวในมนุษย์ได้

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ระงับปวด: สารสกัดใบแสดงฤทธิ์ลดพฤติกรรมตอบสนองต่อความเจ็บปวดในแบบจำลองหนูทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: พบการลดการอักเสบในแบบจำลอง xylene-induced ear edema
  • ฤทธิ์ต่อระบบประสาท: สารสกัดใบมีผลต่อการทดสอบด้านพฤติกรรมและเพิ่มระยะเวลาการนอนหลับในหนูทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านท้องเสีย: สารสกัดเอทิลอะซีเตตจากใบลดจำนวนอาการถ่ายในแบบจำลองท้องเสียที่เหนี่ยวนำด้วย castor oil
  • ฤทธิ์ต้าน HIV: suberosol แสดงฤทธิ์ยับยั้งการจำลองตัวของ HIV ในเซลล์เพาะเลี้ยง

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลด้าน ความปลอดภัยของกลึงกล่อมในมนุษย์ยังมีจำกัด และไม่ควรสรุปว่าการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านหมายถึงมีความปลอดภัยสำหรับทุกคน
  • งานวิจัยบางฉบับพบฤทธิ์ cytotoxic ของสารสกัดหรือน้ำมันหอมระเหยต่อเซลล์เพาะเลี้ยง จึงไม่ควรนำข้อมูลฤทธิ์ดังกล่าวไปตีความว่าเป็นประโยชน์ในการรักษามะเร็งโดยตรง
  • การใช้เป็นสมุนไพรควรพิจารณาชนิดของส่วนพืช วิธีเตรียม ปริมาณ และระยะเวลาการใช้เป็นสำคัญ

ข้อห้ามใช้

  • หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้กลึงกล่อมในรูปแบบยาสมุนไพรหรือสารสกัดโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์แผนไทยหรือแพทย์ เนื่องจากมีรายงานการใช้ P. suberosa ในการแพทย์พื้นบ้านบางประเทศเกี่ยวกับการทำให้แท้ง และยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอในหญิงตั้งครรภ์
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว ใช้ยาหลายชนิด เด็ก ผู้สูงอายุ หรือหญิงให้นมบุตร ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ในรูปแบบยาเข้มข้น

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างกลึงกล่อมกับยาชนิดใดอย่างแน่ชัด
  • เนื่องจากสารสกัดใบมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทและมีรายงานผลต่อการนอนหลับในสัตว์ทดลอง จึงควรใช้ความระมัดระวังเมื่อต้องใช้ร่วมกับยาหรือสารที่มีฤทธิ์กดระบบประสาท
  • ผู้ที่รับประทานยาประจำควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ สารสกัดกลึงกล่อม เพื่อประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล

การใช้ในอาหาร

  • ยอดอ่อนและผลอ่อน: มีรายงานการนำมารับประทานเป็นผักสดหรือลวกจิ้มกับน้ำพริก
  • อาหารพื้นบ้านภาคเหนือ: มีการใช้ผักกลึงกล่อมเป็นส่วนประกอบของอาหารพื้นบ้าน เช่น ส้าผัก และรับประทานร่วมกับน้ำพริก
  • ผลสุก: มีรายงานการรับประทานผลสุกในบางพื้นที่ของเอเชีย แต่ข้อมูลการบริโภคในประเทศไทยยังควรอ้างอิงภูมิปัญญาท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่ก่อนนำมาใช้เป็นอาหาร

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • มีศักยภาพในการศึกษาต่อยอดเป็น ผลิตภัณฑ์สมุนไพร สารสกัด และผลิตภัณฑ์จากสารธรรมชาติ เนื่องจากมีการค้นพบสารออกฤทธิ์หลายกลุ่ม
  • น้ำมันหอมระเหยจากใบและกิ่งได้รับการศึกษาด้าน ฤทธิ์ต้านจุลชีพและความเป็นพิษต่อเซลล์ ในระดับห้องปฏิบัติการ
  • มีงานวิจัยเกี่ยวกับเมือกจากใบเพื่อประเมินศักยภาพในการใช้เป็นสารช่วยทางเภสัชกรรม เช่น สารช่วยแขวนตะกอนและสารช่วยยึดเกาะ

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ส่วนที่ใช้เป็นสมุนไพร ได้แก่ ราก เนื้อไม้ ใบ และกิ่ง ควรเก็บจากต้นที่จำแนกชนิดได้ถูกต้อง
  • วัตถุดิบสมุนไพรที่เก็บแล้วควรทำความสะอาด คัดส่วนที่เสียหาย และทำให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนจัดเก็บ
  • ควรเก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสงแดด แมลง และเชื้อรา พร้อมติดฉลากชื่อพืชและวันที่เก็บอย่างชัดเจน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภาคเหนือ: พบชื่อ ผักจ้ำ และมะจ้ำ และมีการนำยอดอ่อนหรือผลอ่อนมาใช้เป็นอาหารพื้นบ้าน
  • ภาคใต้: พบชื่อ จิงกล่อม และน้ำนอง
  • ภาคกลาง: มีชื่อ กระทุ่มกลอง กระทุ่มคลอง ชั่งกลอง และท้องคลอง
  • จังหวัดอุตรดิตถ์: เรียก ไคร้น้ำ
  • จังหวัดนครสวรรค์: เรียก กำจาย
  • จังหวัดเลย: เรียก น้ำน้อย
  • จังหวัดกาญจนบุรี: เรียก ช่องคลอง
  • จังหวัดอ่างทอง: เรียก มงจาม

ประวัติและวัฒนธรรม

  • กลึงกล่อมเป็นพืชที่มีชื่อพื้นเมืองจำนวนมาก สะท้อนการรู้จักและใช้ประโยชน์จากพืชในหลายชุมชนของประเทศไทย
  • ในวัฒนธรรมอาหารล้านนา มีการนำ ยอดอ่อนและผลอ่อน มาเป็นผักพื้นบ้าน
  • นอกจากการใช้ประโยชน์ด้านอาหารและสมุนไพรแล้ว กลึงกล่อมยังสามารถปลูกเป็น ไม้ประดับและไม้ให้ร่มเงา เนื่องจากมีเรือนยอดค่อนข้างกลมและหนาทึบ

สถานะการอนุรักษ์

  • ฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุ Polyalthia suberosa เป็นชนิดที่ยอมรับในทางอนุกรมวิธาน และข้อมูลการประเมินความเสี่ยงของพืชดอกในระดับโลกจาก Kew ระบุการคาดการณ์ว่า ไม่อยู่ในกลุ่มถูกคุกคาม (not threatened) โดยมีระดับความเชื่อมั่นสูง
  • อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลในบางประเทศมีการประเมินสถานะเฉพาะพื้นที่แตกต่างกัน ดังนั้นการอนุรักษ์ในระดับท้องถิ่นยังมีความสำคัญ โดยเฉพาะการเก็บรากหรือเนื้อไม้จากต้นธรรมชาติซึ่งอาจทำให้ต้นพืชเสียหาย

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • หมวด (Phylum): Streptophyta
  • ชั้น (Class): Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass): Magnoliidae
  • อันดับ (Order): Magnoliales
  • วงศ์ (Family): Annonaceae
  • สกุล (Genus): Polyalthia Blume
  • ชนิด (Species): Polyalthia suberosa (Roxb.) Thwaites
  • ชื่อพ้องสำคัญ: Uvaria suberosa Roxb.; Guatteria suberosa Dunal; Phaeanthus malabaricus Náves; Polyalthia suberosa var. laevis Boerl.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ลักษณะเด่นสำหรับการจำแนก: ไม้ต้นขนาดเล็ก เปลือกค่อนข้างขรุขระและมีลักษณะเป็นคอร์ก ใบเดี่ยวเรียงสลับ ดอกเดี่ยวออกด้านข้างกิ่ง กลีบดอกสีเหลืองอมน้ำตาล และผลกลุ่มที่เมื่อสุกมีสีแดง
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ยืนยันชนิด: Polyalthia suberosa (Roxb.) Thwaites
  • การตรวจสอบทางอนุกรมวิธาน: ควรเปรียบเทียบตัวอย่างกับลักษณะทางพฤกษศาสตร์และฐานข้อมูลอนุกรมวิธานที่ยอมรับ เช่น Plants of the World Online และฐานข้อมูลพรรณไม้ไทย ก่อนนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร
  • การตรวจสอบทางเภสัชเวท: หากนำไปผลิตเป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรตรวจสอบลักษณะมหภาค จุลทรรศน์ และเอกลักษณ์ทางเคมีของวัตถุดิบ เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชชนิดอื่นที่มีชื่อท้องถิ่นใกล้เคียงกัน

คำเตือนทางการแพทย์

  • กลึงกล่อมไม่ควรถูกนำเสนอว่าเป็นยารักษาโรค จากข้อมูลการทดลองในเซลล์หรือสัตว์ เพราะหลักฐานดังกล่าวยังไม่เทียบเท่าการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์
  • การกล่าวถึงฤทธิ์ ต้าน HIV ของ suberosol เป็นผลจากการทดลองในระดับเซลล์ ไม่ได้หมายความว่าการรับประทานกลึงกล่อมสามารถรักษาหรือควบคุมการติดเชื้อ HIV ในผู้ป่วยได้
  • การศึกษาฤทธิ์ลดปวด ต้านการอักเสบ ระงับประสาท และต้านท้องเสียที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็น การศึกษาในสัตว์ทดลอง จึงควรรอหลักฐานทางคลินิกก่อนสรุปประสิทธิผลในมนุษย์
  • ผู้ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดหรือยาสมุนไพรกลึงกล่อมโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากมีรายงานการใช้พืชชนิดนี้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางประเทศเพื่อกระตุ้นการแท้ง
  • หากมีไข้สูง ไข้ต่อเนื่อง ท้องเสียรุนแรง อาการปวดมาก หรืออาการผิดปกติอื่น ๆ ไม่ควรใช้สมุนไพรแทนการตรวจวินิจฉัยและการรักษามาตรฐาน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. สวนพฤกษศาสตร์คลองไผ่. (ม.ป.ป.). กลึงกล่อม (Polyalthia suberosa (Roxb.) Thwaites). องค์การสวนพฤกษศาสตร์.
  2. ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย. (ม.ป.ป.). Polyalthia suberosa (Roxb.) Thwaites — กลึงกล่อม. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
  3. จิราวรรณ ฉายาวัฒน์. (2552). การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชสมุนไพรหายาก “กลึงกล่อม” ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาสมโภชน์ จังหวัดลพบุรี [รายงานวิจัย]. มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี.
  4. ราชบัณฑิตยสถาน. (2554). กลึงกล่อม. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554.
  5. Amin, R., Quispe, C., Herrera-Bravo, J., Rahman, M. M., Novakovic, R., Daştan, S. D., Kabra, A., & Sharifi-Rad, J. (2022). Ethnopharmacological-based validation of Polyalthia suberosa leaf extract in neurological, hyperalgesic, and hyperactive gut disorders using animal models. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2022, 1345006. https://doi.org/10.1155/2022/1345006
  6. Li, H.-Y., Sun, N.-J., Kashiwada, Y., Sun, L., Snider, J. V., Cosentino, L. M., & Lee, K.-H. (1993). Anti-AIDS agents, 9. Suberosol, a new C31 lanostane-type triterpene and anti-HIV principle from Polyalthia suberosa. Journal of Natural Products, 56(7), 1130–1133. https://doi.org/10.1021/np50097a017
  7. The, S. N., et al. (2021). Essential oils of Polyalthia suberosa leaf and twig and their cytotoxic and antimicrobial activities. Chemistry & Biodiversity. https://doi.org/10.1002/cbdv.202100020
  8. Plants of the World Online. (2026). Polyalthia suberosa (Roxb.) Thwaites. Royal Botanic Gardens, Kew.
  9. World Flora Online. (2026). Polyalthia suberosa (Roxb.) Thwaites.
  10. PubChem. (2026). Suberosol. National Center for Biotechnology Information.
Scroll to top