ชื่ออื่น ๆ : ปรู๋, มะตาปู๋ (เชียงใหม่), มะเกลือกา (ปราจีนบุรี), ปู๋..ปรู๋ (ภาคเหนือ-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ปลู, ผลู(ภาคกลาง),ปรู,ปลู
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alangium salviifolium Wang.
ชื่อวงศ์ : ALANGIACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

  • ปรู๋ ไม้ยืนต้น ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 5-15 เมตร เปลือกสีน้ำตาลเทา เรียบหรือแตกเป็นสะเก็ด แก่นสีน้ำตาล กระพี้สีค่อนข้างเหลือง กิ่งอ่อนและใบอ่อนมีขน
  • ใบปรู๋ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบรูปไข่กลับรูปขอบขนาน หรือรูปหอกกลับ กว้าง 2.5-7 เซนติเมตร ยาว 5-15 เซนติเมตร ปลายกว้างและเป็นติ่งสั้น โคนสอบเรียว ขอบใบเรียบ มีเส้นแขนงใบ 3-5 เส้นออกจากโคนใบ เห็นชัดมากบริเวณท้องใบ ก้านใบยาว 0.5-1 เซนติเมตร
  • ดอกปรู๋ เป็นช่อ สีขาวนวล กลิ่นหอมอ่อนๆ ออกเป็นกระจุกตามกิ่งเหนือรอยแผลใบ กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันปลายแยก 5-7 กลีบ กลีบเลี้ยง ส่วนโคนกลีบจะเชื่อมติดกันเป็นท่อรูปกรวย ส่วนปลายกลีบจะแยกออกเป็นแฉก ขนาดยาวประมาณ 0.2-0.5 เซนติเมตร ดอกมีขนขึ้นประปราย
  • ผลปรู๋ รูปกลมรี ออกเป็นกระจุก กว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร สุกสีดำ ปลายผลมีกลีบเลี้ยง และกลางผลจะมีสันแข็งตลอดความยาวของผล ผลรสหวานอมเปรี้ยว รับประทานได้ แห้งไม่แตก พบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบเขา หรือป่าชายเลน

ส่วนที่ใช้เป็นยา : แก่น, เนื้อไม้, เปลือกต้น, เปลือกราก, ผล

สรรพคุณ ปรู๋ :

  • แก่นปรู๋ รสจืดเฝื่อน เป็นยาบำรุงกำลัง แก้น้ำเหลือง และแก้ริดสีดวงทวาร
  • เนื้อไม้ปรู๋ รสฝาดเฝื่อน แก้ริดสีดวงลำไส้ และทวารหนัก
  • เปลือกต้นปรู๋ รสฝาด นำมาต้ม เอาน้ำกิน แก้จุกเสียด บำรุงธาตุไฟ แก้ไอ แก้หอบหืด และแก้ท้องร่วง ปิดธาตุ
  • เปลือกรากปรู๋ นำมาตำให้ละเอียด เป็นยาพอก หรือคั้นเอาน้ำล้างแผล แก้โรคผิวหนัง หรือรับประทานเป็นยาแก้พิษ ทำให้อาเจียน ยาระบาย และเป็นยาช่วยขับพยาธิ บำบัดอาการไข้ และขับเหงื่อ
  • ผลปรู๋  รสร้อนเบื่อ บำรุงธาตุ ขับพยาธิ แก้จุกเสียด
อ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ..คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ เขียนเลย