ชื่ออื่น : งัวเลีย, วัวเลีย( อุบลราชธานี ), ทะลุ่มอิด( นครสวรรค์ ), ตะครอง( นครศรีธรรมราช ), งวงช้าง( อุดรธานี ), หนามนมวัว, โกโรโกโส, หนามเกาะไก่( นครราชสีมา ), ไก่ให้( พิษณุโลก), กะอิด(ราชบุรี), ก่อทิง(ชัยภูมิ), กระโปรงแจง(สุโขทัย), กระจิก( ภาคกลาง )
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Capparis flavicans Kurz.
ชื่อวงศ์ : CAPPARIDACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

  • ต้นงัวเลีย เป็นพรรณไม้พุ่มหรือพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านสาขาเล็กเรียว ตามลำต้นจะมีหนามแหลมยาว 1-3 มม. และมีขนสีน้ำตาลปกคลุมอยู่ ลำต้นสูง 2-10 เมตร
  • ใบงัวเลีย ออกใบเดี่ยว ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ ปลายใบมนหรือบางครั้งจะเว้า มีติ่งเล็ก ๆ โคนใบมนขอบใบเรียบไม่มีจัก มีเนื้อใบที่หน้าและนุ่ม พื้นใบเป็นสีเขียว ขนาดของใบกว้างประมาณ 1-1.5 ซม. ยาว 1.5-3 ซม.
  • ดอกงัวเลีย ออกดอกเดี่ยวตามง่ามใบของกิ่งอ่อน ดอกมีสีเหลืองกลีบดอกเป็นรูปมนรียาว 8-9 มม. กว้าง 4 มม. ด้านนอกตรงปลายกลีบจะมีขนอ่อนปกคลุมอยู่ เกสรกลางดอกเป็นสีเหลืองอมเขียว ก้านดอกยาวประมาณ 1-3 ซม.
  • ผลงัวเลีย เป็นรูปมน หรือมนรีเล็กน้อย เปลือกหนาและเรียบ มีขนสีขาวปกคลุมอยู่ทั่วผลซึ่งมีสีแดงสด หรือสีส้ม ภายในผลมีเมล็ดซึ่งมีเนื้อสีเหลืองหุ้มอยู่โตประมาณ 3-7 มม. และผลโตประมาณ 2.5-3.5 ซม.

ส่วนที่ใช้เป็นยา : เนื้อไม้, ใบ

สรรพคุณ งัวเลีย :

  • เนื้อไม้งัวเลีย โดยการแกะเอาเนื้อไม้ดิบหรือตากแห้งก็ได้ นำมาบดเป็นผลทำให้เป้นควันใช้สูดแก้ อาการวิงเวียนศีรษะ
  • ใบงัวเลีย มีประโยชน์สำหรับผู้ที่คลอดลูกแต่มีน้ำนมไม่มาก หรือมีความต้องการที่ขับน้ำนมออก ก็กินใบงัวเลียนี้ซึ่งเป็นยาขับน้ำนมได้ดี
อ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ..คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ เขียนเลย