กระแตไต่ไม้

345

ชื่ออื่นๆ : ฮำฮอก (อุบลราชธานี), ใบหูช้าง, สไบนาง (กาญจนบุรี), กูดขาฮอก, กูดอ้อม, กูดไม้ (เหนือ), กระปรอกว่าว (ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี), หัวว่าว (ประจวบคีรีขันธ์), หว่าว (ปน), สะโมง, กาบหูช้าง, หัวว่าว
ชื่อวิทยาศาสตร์Drynaria quercifolia (L.) J.Sm.
ชื่อวงศ์Polypodiaceae

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

  • กระแตไต่ไม้ เป็นไม้ล้มลุกจำพวกเฟิร์น เลื้อยเกาะ บนต้นไม้หรือก้อนหิน ที่มีร่มเงาหรือแสงแดด ลำต้นทอดนอนยาวได้ถึง 1 เมตร ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 เซนติเมตร เหง้าหัวกลม ยาว ปกคลุมด้วยเกล็ดสีน้ำตาลเข้มมีขนยาวสีน้ำตาลปกคลุมคล้ายกำมะหยี่ เนื้อในสีขาวและเขียว
  • ใบกระแตไต่ไม้ เป็นใบเดี่ยว มีสองชนิด คือใบที่ไม่สร้างสปอร์ ประกบต้นตั้งเฉียงกับลำต้น รูปไข่ ไม่มีก้านใบ กว้างประมาณ 20 เซนติเมตร ยาวได้ถึง 32 เซนติเมตร ขอบใบเว้าเป็นแฉกตื้นๆหุ้มอยู่บริเวณเหง้า ฐานใบรูปหัวใจ ปลายใบมนหรือแหลม ผิวของใบอ่อนมีขนรูปดาว และใบที่สร้างสปอร์ จะอยู่สูงกว่าใบที่ไม่สร้างสปอร์ และชี้ขึ้นด้านบน แผ่นใบรูปขอบขนาน หรือรูปหอก กว้างประมาณ 50 เซนติเมตร ยาวได้ถึง 80 เซนติเมตร ขอบใบเว้าลึก เกือบถึงเส้นกลางใบ คล้ายใบสาเก เป็นพู เรียงตัวแบบขนนก เนื้อใบเหนียว สีเขียวหม่น เป็นมัน ก้านใบยาว 15-25 เซนติเมตร โคนก้านใบมีเกล็ดสีน้ำตาลดำ ฐานใบรูปลิ่ม ปลายใบเรียวแหลม กลุ่มอับสปอร์รูปกลมหรือรูปขอบขนาน เรียงเป็นสองแถวอยู่ระหว่างเส้นใบย่อย แอนนูลัส ประกอบด้วยเซลล์เพียงแถวเดียว เรียงตัวในแนวตั้ง ไม่มีเยื่อคลุมกลุ่มอับสปอร์ พบเกาะอยู่ตามต้นไม้ หรือตามโขดหินในที่มีร่มเงา หรือตามชายป่า

ส่วนที่ใช้เป็นยา : เหง้า

สรรพคุณกระแตไต่ไม้ :

  • เหง้า รสจืดเบื่อ เป็นยาสมานคุมธาตุ ขับปัสสาวะ ขับพยาธิ แก้ปัสสาวะพิการ (อาการปัสสาวะปวด หรือกะปริบกะปรอยหรือขุ่นข้น สีเหลืองเข้ม หรือมีเลือด) ไตพิการ (โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ มีปัสสาวะขุ่นข้น เหลือง หรือแดง มักมีอาการแน่นท้อง กินอาหารไม่ได้) แก้นิ่ว แก้เบาหวาน แก้แผลพุพอง แผลเนื้อร้าย ขับระดูขาว หรือใช้เหง้าผสมกับลำต้นเอื้องเงิน 1 ต้น ต้มน้ำดื่มครั้งละ 1 ถ้วยชา วันละ 2-3 ครั้ง บำรุงเลือด