กระเช้าสีดา
กระเช้าสีดา เป็นไม้เถาในวงศ์ Aristolochiaceae มีผลแห้งที่เมื่อแก่แตกออกเป็นรูปคล้ายกระเช้า จึงเป็นที่มาของชื่อพื้นเมือง รากและส่วนต่าง ๆ ของพืชมีประวัติการใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและอายุรเวท อย่างไรก็ตาม พืชในสกุล Aristolochia มีสารกลุ่ม aristolochic acids ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเป็นพิษต่อไตและการก่อมะเร็ง จึงต้องให้ความสำคัญกับการระบุชนิดพืชและความปลอดภัยเป็นพิเศษ
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร: กระเช้าสีดา
- ชื่อท้องถิ่น: กระช้าสีดา, กระเช้าถุงทอง
- ชื่อสามัญ: Indian birthwort
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Aristolochia indica L.
- วงศ์: Aristolochiaceae
- สกุล: Aristolochia
- ลักษณะการเจริญเติบโต: ไม้เถาเลื้อย มีรากเนื้อแข็ง กิ่งยาวเรียว
- ส่วนที่มีประวัติใช้ทางยา: รากและส่วนเหนือดินบางส่วน
- รสและลักษณะทางยา: รากมีรสขม และมีสารออกฤทธิ์หลายกลุ่ม รวมถึงสารที่ต้องคำนึงถึงด้านพิษวิทยา
หมายเหตุ: ชื่อ “กระเช้าสีดา” ในฐานข้อมูลไทยบางแหล่งระบุเป็น Aristolochia indica L. ขณะที่ฐานข้อมูลพรรณไม้ไทยบางแห่งใช้ชื่อ Aristolochia acuminata Lam. กับชื่อ “กระเช้าสีดา” และให้ไปดูที่ “กระเช้าผีมด” ดังนั้นการนำข้อมูลไปใช้ควรยึดตัวอย่างพรรณไม้และชื่อวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบแล้วเป็นหลัก
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: เป็น ไม้เถาเลื้อย ลำต้นหรือกิ่งยาวเรียว มีลักษณะเป็นร่องตามยาว รากมีเนื้อแข็ง
- ใบ: เป็น ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปสามเหลี่ยมแคบถึงรูปขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนใบตัดตรงหรือเว้าเล็กน้อย ขอบใบเรียบ เส้นใบออกจากโคนใบประมาณ 3–5 เส้น
- ดอก: ออกตามซอกใบเป็นช่อสั้นหรือช่อกระจะ ดอกมีลักษณะเป็นหลอดหรือกระเปาะ สีเขียวอ่อนถึงเขียวอมม่วง ปลายดอกแผ่คล้ายลิ้น โดยบางส่วนมีสีม่วงเข้มหรือน้ำตาลอมเขียว
- ผล: เป็น ผลแห้งแตก รูปค่อนข้างกลมหรือรูปไข่ เมื่อแก่จะแตกออกเป็นพู มีลักษณะคล้าย กระเช้า
- เมล็ด: มีลักษณะแบนและมีปีก ช่วยในการกระจายพันธุ์
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
กระเช้าสีดา (Aristolochia indica L.) มีถิ่นกำเนิดในอนุทวีปอินเดีย พบตั้งแต่อินเดีย เนปาล บังกลาเทศ ศรีลังกา ไปจนถึงเมียนมาและหมู่เกาะอันดามันตอนใต้ โดยพบตามพื้นที่ราบ ป่าละเมาะ ชายป่า ป่าโปร่ง และบริเวณริมลำธาร
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การปลูก: ควรปลูกในพื้นที่ที่มีแสงแดดเพียงพอถึงร่มรำไร ดินระบายน้ำดี และมีค้างหรือโครงสำหรับให้เถาเลื้อย
- การขยายพันธุ์: สามารถขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด และการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เช่น การใช้ส่วนของรากหรือกิ่ง ทั้งนี้มีรายงานว่าการขยายพันธุ์จากเมล็ดและกิ่งอาจมีข้อจำกัดด้านการงอกและการออกราก จึงมีการศึกษาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อเพิ่มจำนวนต้นพันธุ์
- ข้อควรคำนึง: หากปลูกเพื่อการอนุรักษ์ ควรใช้ต้นพันธุ์ที่ระบุชนิดทางพฤกษศาสตร์ได้ชัดเจน เนื่องจากพืชสกุล Aristolochia มีหลายชนิดที่มีลักษณะคล้ายกัน
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ราก: เป็นส่วนที่มีประวัติการใช้ทางยาในตำรับพื้นบ้านและอายุรเวท
- ใบ: มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่
- เมล็ด: มีการบันทึกการใช้ในตำรับพื้นบ้านบางประเทศ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตรวจพบ aristolochic acids ใน A. indica โดยเฉพาะในราก การใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชเพื่อรับประทานจึงไม่ควรดำเนินการเอง
สรรพคุณทางสมุนไพร
- ตามภูมิปัญญาและตำรายาอินเดีย: รากของกระเช้าสีดามีประวัติใช้เป็น ยากระตุ้นประจำเดือน และใช้ในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับพิษจากสัตว์ โดยเฉพาะงูกัด นอกจากนี้ยังมีการใช้เพื่อบรรเทาไข้ อาการปวดข้อ และความผิดปกติของระบบย่อยอาหารในภูมิปัญญาท้องถิ่นบางพื้นที่
- ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: มีการใช้รากและใบในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อดูแลอาการไข้ ปวดเมื่อย อาการอักเสบ และใช้เป็นส่วนประกอบของยาพื้นบ้านบางตำรับ
- ในตำรับยา: พืชสกุล Aristolochia เคยปรากฏในองค์ความรู้การแพทย์พื้นบ้านหลายประเทศ แต่ภายหลังมีการทบทวนด้านความปลอดภัยอย่างจริงจัง เนื่องจาก aristolochic acids มีความเสี่ยงต่อไตและเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์
หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลด้านภูมิปัญญาและประวัติการใช้ ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันประสิทธิผลหรือความปลอดภัยในมนุษย์
วิธีใช้
ในทางประวัติศาสตร์มีการนำ รากกระเช้าสีดา มาทำเป็นยาต้ม ยาผง หรือสารสกัดในภูมิปัญญาของอินเดียและภูมิภาคเอเชียเพื่อใช้กับอาการต่าง ๆ รวมถึงการใช้เป็นยาพื้นบ้านกรณีงูกัด ปัจจุบันไม่แนะนำให้รับประทานหรือเตรียมกระเช้าสีดาใช้เอง เนื่องจากมีความเสี่ยงจาก aristolochic acids ซึ่งอาจทำให้เกิด พิษต่อไต ไตวาย และมะเร็งระบบทางเดินปัสสาวะ ได้
ในบัญชียาจากสมุนไพร
เอกสาร ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ พ.ศ. 2564 กล่าวถึงการตัด “ไคร้เครือ” ออกจากบางตำรับ เนื่องจากตัวอย่างที่พบในท้องตลาดเกี่ยวข้องกับพืชสกุล Aristolochia ซึ่งมีข้อมูลด้าน พิษต่อไตและการก่อมะเร็ง จึงไม่ควรนำข้อมูลการใช้พืชสกุลนี้ในตำรับเก่ามาตีความว่าเป็นการรับรองความปลอดภัยของกระเช้าสีดา
สาระสำคัญ
สาระสำคัญที่ควรให้ความสนใจมากที่สุดคือ aristolochic acids ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่พบในพืชหลายชนิดในวงศ์ Aristolochiaceae รวมทั้งมีรายงานการตรวจพบใน Aristolochia indica สารกลุ่มนี้มีคุณสมบัติทำลายไตและก่อความเสียหายต่อสารพันธุกรรม
องค์ประกอบทางเคมี
มีรายงานการตรวจพบสารหลายกลุ่มใน Aristolochia indica ได้แก่
- Aristolochic acids เช่น aristolochic acid I และ IVa
- Aristolactams เช่น aristolactam IIa
- Aristolindiquinone
- Aristololide
- Cepharadione
- β-sitosterol-β-D-glucoside
- Methyl aristolate
- Ishwarol, ishwarane และ aristolochene
- สารกลุ่ม sesquiterpenes และ monoterpenes ในน้ำมันหอมระเหย เช่น β-caryophyllene, α-humulene และ linalool
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับ Aristolochia indica มีทั้งการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและการศึกษาความเป็นพิษ โดยเฉพาะการตรวจสอบปริมาณ aristolochic acid และผลต่อเซลล์ การศึกษาในปี 2021 ตรวจวัด aristolochic acid ในรากจากตัวอย่าง A. indica หลายแหล่ง พบความแตกต่างของปริมาณสารระหว่างประชากร และสารสกัดจากตัวอย่างที่มีสารสูงมีฤทธิ์ยับยั้ง phospholipase A2 แต่ในขณะเดียวกันพบผลต่อการแบ่งตัวของเซลล์และความเป็นพิษต่อสารพันธุกรรม จึงไม่สนับสนุนการนำสารสกัดรากมาใช้รับประทานโดยปราศจากการควบคุม
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับภูมิปัญญา: มีข้อมูลการใช้มาอย่างยาวนานในอินเดียและเอเชีย
- ระดับห้องปฏิบัติการ: มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน เช่น ฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านจุลชีพ
- ระดับสัตว์ทดลอง: มีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและความเป็นพิษ
- ระดับมนุษย์: หลักฐานด้านประสิทธิผลในการรักษาโรคยังไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนการใช้เป็นยารับประทานอย่างปลอดภัย
- ด้านความปลอดภัย: หลักฐานเกี่ยวกับ aristolochic acids และพิษต่อไต/การก่อมะเร็งในมนุษย์มีความชัดเจนสูง
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
การศึกษาทางเภสัชวิทยาของ A. indica พบรายงานเกี่ยวกับ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ ต้าน phospholipase A2 และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ โดยการทดลองในสัตว์บางงานพบว่าสารสกัดสามารถลดการอักเสบในแบบจำลองอาการบวมที่เหนี่ยวนำด้วย carrageenan อย่างไรก็ตาม ผลทางเภสัชวิทยาดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ทดแทนหลักฐานทางคลินิก และต้องชั่งน้ำหนักกับความเสี่ยงจาก aristolochic acids อย่างเคร่งครัด
ความปลอดภัย
กระเช้าสีดาไม่ใช่สมุนไพรที่ควรนำมารับประทานเอง เนื่องจากมีรายงานการพบ aristolochic acids ซึ่งเป็นสารที่มี พิษต่อไต เป็นพิษต่อสารพันธุกรรม และก่อมะเร็ง การได้รับสารเป็นเวลานานอาจนำไปสู่ aristolochic acid nephropathy หรือภาวะไตอักเสบและพังผืดในไต รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งระบบทางเดินปัสสาวะ IARC จัด aristolochic acid และพืชที่มีสารดังกล่าว อยู่ในกลุ่มสารก่อมะเร็งในมนุษย์ Group 1
ข้อห้ามใช้
- ห้ามใช้รับประทานเอง โดยเฉพาะรากหรือสารสกัดเข้มข้น
- ไม่ควรใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากมีประวัติการใช้ในภูมิปัญญาบางพื้นที่เพื่อกระตุ้นประจำเดือนและอาจมีความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์
- ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยโรคไต หรือผู้ที่มีการทำงานของไตผิดปกติ
- ไม่ควรใช้ต่อเนื่องหรือใช้เป็นยาสมุนไพรเพื่อรักษาโรคเรื้อรัง
- ห้ามใช้แทนการรักษามาตรฐานในกรณี งูกัด หรือภาวะฉุกเฉิน
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ข้อมูลปฏิกิริยาระหว่าง กระเช้าสีดาโดยตรงกับยาแผนปัจจุบัน ยังมีจำกัด แต่เนื่องจาก aristolochic acids มีความเป็นพิษต่อไต จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับยาหรือสารที่มีโอกาสทำให้ไตได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคไต ผู้ที่ใช้ยาประจำควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบจาก Aristolochia
การใช้ในอาหาร
ไม่ควรนำ กระเช้าสีดา มาใช้เป็นผัก เครื่องเทศ ชาชง หรือส่วนประกอบอาหาร เนื่องจากมีรายงานสาร aristolochic acids และมีหลักฐานด้านพิษต่อไตและการก่อมะเร็ง การใช้เป็นอาหารจึงไม่ถือว่าเป็นการใช้ที่ปลอดภัย
การใช้ในผลิตภัณฑ์
ในอดีตมีการนำส่วนของ Aristolochia ไปใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพรและตำรับยาพื้นบ้านหลายรูปแบบ แต่ปัจจุบันการใช้ต้องพิจารณาด้าน ความปลอดภัยและการปนเปื้อน/มีสาร aristolochic acids เป็นสำคัญ ไม่ควรนำกระเช้าสีดามาผลิตเป็น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ชาชง หรือผลิตภัณฑ์รับประทาน โดยอ้างสรรพคุณทางยาโดยไม่มีการประเมินความปลอดภัยและการควบคุมคุณภาพอย่างเหมาะสม
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
ในทางภูมิปัญญาดั้งเดิม ราก เป็นส่วนที่นำมาใช้มากที่สุด การเก็บรากจากธรรมชาติอาจทำให้ต้นแม่เสียหายและเพิ่มแรงกดดันต่อประชากรพืช จึงควรให้ความสำคัญกับการเพาะปลูกและการขยายพันธุ์เพื่อการอนุรักษ์มากกว่าการเก็บจากธรรมชาติ หากเก็บตัวอย่างเพื่อการศึกษาพฤกษศาสตร์ ควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสม เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และติดฉลากชื่อวิทยาศาสตร์ แหล่งที่มา และวันที่เก็บอย่างชัดเจน
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระเช้าสีดามีประวัติการใช้ใน ภูมิปัญญาพื้นบ้านอินเดียและเอเชียใต้ โดยเฉพาะการใช้รากในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับไข้ อาการปวดข้อ ความผิดปกติของระบบย่อยอาหาร และงูกัด ในประเทศไทย ชื่อกระเช้าสีดาปรากฏในฐานข้อมูลพรรณไม้ไทย โดยมีการระบุชื่อวิทยาศาสตร์เป็น Aristolochia indica L.
ประวัติและวัฒนธรรม
ชื่อ กระเช้าสีดา สื่อถึงลักษณะของผลที่เมื่อแก่และแตกออกแล้วมีรูปร่างคล้ายกระเช้า เป็นชื่อที่ใช้ในภาษาไทยสำหรับไม้เถาชนิดหนึ่งในวงศ์ Aristolochiaceae นอกจากกระเช้าสีดาแล้ว ยังมีพืชในสกุล Aristolochia หลายชนิดที่มีชื่อพื้นเมืองเกี่ยวข้องกับคำว่า “กระเช้า” และมีลักษณะผลคล้ายคลึงกัน จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่การระบุชนิดทางพฤกษศาสตร์ต้องทำอย่างระมัดระวัง
สถานะการอนุรักษ์
ฐานข้อมูลพรรณไม้ของอินเดียบางแหล่งระบุสถานะการอนุรักษ์ของ A. indica ว่า Not Evaluated (NE) ขณะที่ข้อมูลจาก Kew ระบุการประเมินความเสี่ยงเชิงคาดการณ์ว่า ไม่อยู่ในกลุ่มที่ถูกคุกคาม อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยบางฉบับรายงานความกังวลเกี่ยวกับการเก็บจากธรรมชาติมากเกินไปในบางพื้นที่ ดังนั้น การอนุรักษ์ กระเช้าสีดา ควรเน้นการรักษาถิ่นอาศัย การเพาะขยายพันธุ์ และการใช้วัตถุดิบจากแหล่งปลูกที่สามารถตรวจสอบชนิดได้
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร: Plantae
- หมวด: Tracheophyta
- กลุ่มพืชมีดอก: Angiosperms
- ชั้น: Magnoliopsida
- อันดับ: Piperales
- วงศ์: Aristolochiaceae
- สกุล: Aristolochia L.
- ชนิด: Aristolochia indica L.
- ชื่อพ้องที่สำคัญ: Aristolochia indica var. lanceolata, Aristolochia indica var. magna, Aristolochia indica var. oxyphylla, Aristolochia lanceolata, Aristolochia maysorensis
หมายเหตุด้านอนุกรมวิธาน: ฐานข้อมูลพืชไทยบางแห่งมีการใช้ชื่อ “กระเช้าสีดา” กับ Aristolochia acuminata ซึ่งปัจจุบัน Kew ใช้เป็นชื่อที่ยอมรับสำหรับพืชที่เคยเรียก Aristolochia tagala ดังนั้น “กระเช้าสีดา” และ “กระเช้าผีมด” ไม่ควรนำชื่อสามัญมาใช้แทนชื่อวิทยาศาสตร์โดยไม่ตรวจสอบตัวอย่างพืช
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบ เอกลักษณ์กระเช้าสีดา ควรพิจารณาร่วมกันทั้งลักษณะทางสัณฐานวิทยาและชื่อวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะ
- ลักษณะ ไม้เถาและกิ่งเรียวยาวเป็นร่อง
- ใบเดี่ยวเรียงสลับ มีเส้นใบออกจากโคนใบหลายเส้น
- ดอกออกตามซอกใบ มีรูปร่างเป็นหลอดและส่วนปลายคล้ายลิ้น
- ผลแห้งแตก มีลักษณะคล้ายกระเช้า
- เมล็ดแบนและมีปีก
- ควรจัดทำตัวอย่างพรรณไม้แห้งหรือ voucher specimen เพื่อยืนยันชนิด
- การตรวจสอบวัตถุดิบสมุนไพรเพื่อการวิจัยควรใช้วิธีทางเคมี เช่น HPLC/HPTLC ร่วมกับการตรวจลักษณะพฤกษศาสตร์ โดยเฉพาะการตรวจสาร aristolochic acids
คำเตือนทางการแพทย์
กระเช้าสีดา (Aristolochia indica L.) ไม่ควรนำมารับประทานหรือใช้เป็นยาด้วยตนเอง แม้จะมีประวัติการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน เนื่องจากมีรายงานการพบ aristolochic acids ซึ่งเป็นสารที่มีความเสี่ยงสูงต่อ ไตและระบบทางเดินปัสสาวะ และได้รับการจัดเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์โดย IARC การได้รับสารดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับ aristolochic acid nephropathy ซึ่งมีลักษณะเป็นความเสียหายและพังผืดของเนื้อไต และสัมพันธ์กับมะเร็งทางเดินปัสสาวะส่วนบน หากสงสัยว่ารับประทานผลิตภัณฑ์ที่มี Aristolochia หรือมีอาการผิดปกติหลังใช้สมุนไพร ควรหยุดใช้และพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคไต ตั้งครรภ์ หรือใช้ยาหลายชนิดเป็นประจำ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). (ม.ป.ป.). Aristolochia indica L. กระเช้าสีดา. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ.
- มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2563). กระเช้าสีดา. ฐานข้อมูลท้องถิ่นจังหวัดกำแพงเพชร–ตาก.
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564.
- สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ/ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ. (2564). Aristolochia indica L. ฐานข้อมูล TH-BIF.
- Dey, A., Hazra, A. K., Mukherjee, A., Nandy, S., & Pandey, D. K. (2021). Chemotaxonomy of the ethnic antidote Aristolochia indica for aristolochic acid content: Implications of anti-phospholipase activity and genotoxicity study. Journal of Ethnopharmacology, 266, 113416. https://doi.org/10.1016/j.jep.2020.113416
- International Agency for Research on Cancer. (2002). Aristolochia species and aristolochic acids. IARC Monographs on the Evaluation of Carcinogenic Risks to Humans, 82.
- International Agency for Research on Cancer. (2012). Aristolochic acid. IARC Monographs, Volume 100A.
- Kew Science, Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Aristolochia indica L. Plants of the World Online.
- National Toxicology Program. (2021). Aristolochic acids. In 15th Report on Carcinogens. National Institute of Environmental Health Sciences.
- World Flora Online. (2026). Aristolochia indica L. World Flora Online.

