กะโบลิง

กะโบลิง

กะโบลิง เป็นไม้ต้นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น พบในประเทศไทยและเขตร้อนของเอเชีย โดยมีการใช้ตาม ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและพื้นบ้าน โดยเฉพาะเปลือกต้นและผล ซึ่งมีรสตามตำรายาว่า เมาเบื่อ ใช้ภายนอกเพื่อบรรเทาอาการปวด ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ และใช้ป้องกันทากหรือปลิงกัด นอกจากนี้ยังมีการใช้เปลือกเป็นยาบำรุงผมและใช้ประโยชน์อื่นในวิถีพื้นบ้าน

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : กะโบลิง
  • ชื่อท้องถิ่น : กระโปกลิง, หมังขะอุย, ฮางแกน, หางแก่น, กระโปกหมา, หอมไกลดง, ค้างคาว
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Harpullia arborea (Blanco) Radlk.
  • ชื่อสามัญ : Tulipwood, Tulipwood Tree, Tulip Lance Wood, Black Tulip Wood, Dolls Eyes, Mogum-mogum
  • วงศ์ : Sapindaceae หรือวงศ์เงาะ
  • ลักษณะพืช : ไม้ต้นขนาดกลาง
  • การใช้ตามภูมิปัญญาไทย : เปลือกต้นและผลใช้เป็นสมุนไพรสำหรับใช้ภายนอก โดยเฉพาะอาการปวด ปวดข้อ และปวดกล้ามเนื้อ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้ต้นขนาดกลาง สูงได้ประมาณ 10 เมตร เปลือกต้นสีเทา มีตุ่มประปราย กิ่งอ่อนมีขนยาวและค่อนข้างหนาแน่น
  • ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยประมาณ 6–10 ใบ เรียงสลับ แผ่นใบรูปรีถึงรูปรีแกมขอบขนาน ผิวใบค่อนข้างเกลี้ยงหรือมีขนประปราย ปลายใบแหลมถึงมน โคนใบอาจแหลมหรือมน และมีเส้นแขนงใบประมาณ 6–12 คู่
  • ดอก : ออกเป็นช่อ ยาวประมาณ 15–20 เซนติเมตร มีขนนุ่ม ดอกขนาดเล็ก สีเขียวอ่อนหรือสีอมเหลืองและมีกลิ่นหอม กลีบดอกประมาณ 4–5 กลีบ เกสรเพศผู้ประมาณ 5–8 อัน
  • ผล : เป็นผลแบบแคปซูล รูปรีกว้าง มี 2 พู ลักษณะคล้ายหัวใจ เปลือกค่อนข้างหนา เมื่ออ่อนมีสีเขียวอมน้ำตาล เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีแดง ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลดำและมีเยื่อหุ้มเมล็ดสีส้ม

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชียต่อเนื่องไปถึงหมู่เกาะแปซิฟิกตะวันตก
  • การกระจายพันธุ์ : พบในอินเดีย ศรีลังกา เนปาล บังกลาเทศ เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกินี หมู่เกาะแปซิฟิก และควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย
  • ในประเทศไทย : มีรายงานการพบชนิดนี้ในพื้นที่ป่าและเขตร้อนของประเทศไทย โดยมีตัวอย่างพรรณไม้จากอุทยานแห่งชาติเอราวัณ จังหวัดกาญจนบุรี
  • สภาพแวดล้อม : เป็นไม้เขตร้อนที่เจริญเติบโตได้ดีในบริเวณป่าดิบชื้นและป่ามรสุม

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
  • การดูแล : ควรปลูกในพื้นที่ที่มีความชื้นเพียงพอและมีการระบายน้ำเหมาะสม เนื่องจากเป็นไม้ต้นของเขตร้อนชื้น
  • การปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ : ควรส่งเสริมการปลูกจากแหล่งพันธุกรรมที่ตรวจสอบชนิดถูกต้อง แทนการเก็บเปลือกจากต้นป่าตามธรรมชาติ เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อทรัพยากรพืชป่า

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เปลือกต้น : ใช้ตามตำรายาไทย มีรส เมาเบื่อ ใช้เป็นยาบำรุงผม และมีการใช้เบื่อปลาในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ผล : ใช้ร่วมกับเปลือกต้น โดยเฉพาะการใช้ภายนอกเพื่อบรรเทาอาการปวดและป้องกันทากหรือปลิง
  • น้ำเลี้ยงจากเปลือกและผล : มีการใช้พื้นบ้านสำหรับซักผ้า ไล่ทากและปลิง และมีรายงานการใช้เพื่อระงับความเจ็บปวด
  • น้ำมันจากเมล็ด : มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการปวดตามข้อหรืออาการคล้ายรูมาติก

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย

  • เปลือกต้น : รส เมาเบื่อ ใช้เป็น ยาบำรุงผม
  • เปลือกต้นและผล : รส เมาเบื่อ ใช้ภายนอก ทาแก้ปวด ปวดข้อ และปวดกล้ามเนื้อ
  • เปลือกต้นและผล : ใช้ทาเพื่อ ป้องกันทากกัด และมีการใช้เพื่อช่วยไล่ปลิง
  • เปลือกต้น : มีการใช้เป็น ยาเบื่อปลา ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน

หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและตำรายาไทย ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิก

วิธีใช้

  • การใช้ภายนอก : ตำรายาไทยระบุการนำเปลือกต้นและผลมาใช้ในลักษณะทาเพื่อบรรเทาอาการปวด ปวดข้อ และปวดกล้ามเนื้อ
  • การใช้ดูแลเส้นผม : มีภูมิปัญญาการใช้น้ำเลี้ยงจากเปลือกหรือน้ำจากส่วนของพืชเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลเส้นผม
  • การใช้ไล่ทากและปลิง : มีการใช้เปลือกหรือสารสกัดจากเปลือกและผลในวิถีพื้นบ้าน
  • การใช้ภายใน : แม้มีแหล่งข้อมูลด้านภูมิปัญญาที่กล่าวถึงการดื่มน้ำเลี้ยงเพื่อระงับความเจ็บปวด แต่เนื่องจากพืชมีการระบุว่าใช้ เบื่อปลา และมีลักษณะทางเภสัชพฤกษศาสตร์ที่ควรระวัง จึงไม่ควรนำมารับประทานเองโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์กำกับ

สาระสำคัญ

  • สารสำคัญจากใบ ที่มีรายงานการแยกได้ ได้แก่ กลุ่มไตรเทอร์พีนอยด์ เช่น lupeol และสารไตรเทอร์พีนอยด์ชนิดใหม่ รวมทั้ง α-spinasterol และ quebrachitol
  • งานวิจัยด้านน้ำมันหอมระเหยจากใบพบองค์ประกอบทางเคมีหลายชนิด โดยองค์ประกอบเด่น ได้แก่ phytol, β-elemene, β-caryophyllene, caryophyllene oxide และ (E)-β-ionone

องค์ประกอบทางเคมี

  • กลุ่มไตรเทอร์พีนอยด์ : มีรายงานการพบ lupeol และสารกลุ่ม norhopane/triterpenoid
  • สเตอรอล : พบ α-spinasterol
  • อนุพันธ์อิโนซิทอล : พบ quebrachitol
  • สารฟีนอลิกและแทนนิน : ตรวจพบในสารสกัดบางส่วนของเปลือก
  • ซาโปนิน : มีรายงานตรวจพบในสารสกัดจากเมล็ดและส่วนอื่นของพืช
  • ฟลาโวนอยด์ อัลคาลอยด์ ไกลโคไซด์ สเตียรอยด์ และเทอร์พีนอยด์ : มีรายงานจากการคัดกรองทางพฤกษเคมีของสารสกัด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดใบแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH และ ABTS โดยฤทธิ์ขึ้นกับความเข้มข้นของสารสกัด
  • ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย : สารสกัดจากใบและเปลือกมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียบางชนิดในการทดลองในห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อรา : สารสกัดใบสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อราบางชนิดในการทดลองแบบ in vitro
  • ฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดเปลือก : มีการศึกษาสารสกัดเปลือกในการสังเคราะห์อนุภาคเงินนาโน และพบคุณสมบัติต้านแบคทีเรียและต้านอนุมูลอิสระของผลิตภัณฑ์ที่ได้

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับหลักฐานปัจจุบัน : ส่วนใหญ่เป็น การศึกษาทางห้องปฏิบัติการ (in vitro) และการศึกษาทางพฤกษเคมี ยังมีข้อมูลจำกัดเกี่ยวกับการทดลองในสัตว์และการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์
  • ข้อสรุป : หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลของ กะโบลิง ในการรักษาโรคหรืออาการต่าง ๆ ในมนุษย์ตามมาตรฐานการแพทย์สมัยใหม่

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดใบมีฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH และ ABTS
  • ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย : สารสกัดใบสามารถยับยั้งแบคทีเรียที่นำมาทดสอบหลายชนิด โดยพบผลแตกต่างกันตามชนิดของเชื้อ
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อรา : สารสกัดใบมีผลลดการเจริญของเส้นใยเชื้อราบางชนิด
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพของเปลือก : สารสกัดเปลือกมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียในระดับห้องปฏิบัติการ และถูกนำไปประยุกต์ใช้เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์อนุภาคเงินนาโนที่มีฤทธิ์ต้านจุลชีพ

หมายเหตุ : ผลการทดลองในหลอดทดลองไม่สามารถนำมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลและขนาดยาที่ใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้

ความปลอดภัย

  • ควรระวังการใช้ : กะโบลิงมีการระบุในตำรายาไทยว่าเปลือกและผลมีรส เมาเบื่อ และในภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการใช้เปลือกเป็นยาเบื่อปลา จึงไม่ควรถือว่าเป็นสมุนไพรที่ปลอดภัยสำหรับการรับประทานโดยทั่วไป
  • การใช้ภายนอก : หากใช้ผลิตภัณฑ์จากพืชกับผิวหนัง ควรทดลองบริเวณเล็ก ๆ ก่อน และหยุดใช้หากเกิดผื่น แสบ คัน หรือระคายเคือง
  • การรับประทาน : ไม่ควรนำเปลือก ผล น้ำเลี้ยง หรือน้ำมันจากเมล็ดมารับประทานเองเพื่อรักษาอาการปวด เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยและขนาดการใช้ในมนุษย์ที่เพียงพอ

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้รับประทานเอง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากเปลือก ผล หรือส่วนที่มีน้ำเลี้ยง เนื่องจากมีข้อมูลการใช้เป็นสารเบื่อปลาและมีการระบุรส เมาเบื่อ
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้ภายใน เนื่องจากไม่มีข้อมูลความปลอดภัยเพียงพอ
  • เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้สมุนไพรชนิดนี้ โดยเฉพาะการใช้ภายใน

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างกะโบลิงกับยาแผนปัจจุบัน อย่างชัดเจน ดังนั้นผู้ที่รับประทานยาประจำไม่ควรใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์จากกะโบลิงร่วมกับยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมแบบพื้นบ้าน : มีรายงานการใช้น้ำเลี้ยงจากเปลือกเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลเส้นผมและใช้เป็นยาบำรุงผม
  • ผลิตภัณฑ์ใช้ภายนอก : ภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการใช้เปลือกและผลในลักษณะทาเพื่อบรรเทาอาการปวด
  • การประยุกต์ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ : มีงานวิจัยนำสารสกัดจากเปลือกไปใช้ในการสังเคราะห์อนุภาคเงินนาโนเพื่อศึกษาฤทธิ์ต้านจุลชีพและต้านอนุมูลอิสระ

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เปลือกต้น : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และไม่ควรลอกเปลือกรอบลำต้น เพราะอาจทำให้ต้นไม้ตายหรือเกิดความเสียหายรุนแรง
  • การเก็บรักษา : หากนำส่วนพืชมาใช้เป็นวัตถุดิบ ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนเก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
  • การรักษาคุณภาพ : ควรแยกวัตถุดิบแต่ละส่วนและติดฉลากชื่อพืช ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บ เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชชนิดอื่น

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • การดูแลเส้นผม : ใช้เปลือกหรือน้ำเลี้ยงจากเปลือกเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลเส้นผม
  • บรรเทาอาการปวด : ใช้เปลือกต้นและผลในลักษณะภายนอกสำหรับอาการปวด ปวดข้อ และปวดกล้ามเนื้อ
  • ป้องกันทากและปลิง : ใช้สารจากเปลือกและผลเพื่อช่วยป้องกันทากหรือปลิง
  • การใช้ประโยชน์พื้นบ้านอื่น : เปลือกถูกใช้เป็นยาเบื่อปลา และน้ำเลี้ยงจากเปลือกมีการใช้ซักผ้าในบางพื้นที่

ประวัติและวัฒนธรรม

กะโบลิงเป็นหนึ่งในพืชที่ปรากฏอยู่ในองค์ความรู้ เภสัชวัตถุของการแพทย์แผนไทย โดยตำราเภสัชกรรมไทยจัดให้เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง และกล่าวถึงเปลือกต้นว่ามีรสเมาเบื่อ ใช้บำรุงผม ส่วนเปลือกต้นและผลใช้ทาแก้ปวด ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ และทากันทากกัด องค์ความรู้ดังกล่าวสะท้อนการนำทรัพยากรพืชในท้องถิ่นมาใช้ทั้งด้านการดูแลสุขภาพและการดำรงชีวิตของชุมชน

สถานะการอนุรักษ์

  • สถานะตาม IUCN : Least Concern (LC) หรือ ความเสี่ยงต่ำ
  • สถานะการอนุรักษ์ในระดับสากล : ปัจจุบัน Harpullia arborea ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มพืชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการสูญพันธุ์ตามข้อมูลที่ Kew รวบรวมจาก IUCN
  • การอนุรักษ์ในประเทศไทย : แม้สถานะระดับโลกอยู่ในระดับความเสี่ยงต่ำ แต่การเก็บเปลือกจากต้นธรรมชาติควรทำอย่างระมัดระวัง และควรสนับสนุนการปลูกขยายพันธุ์เพื่อใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • กลุ่มพืชมีท่อลำเลียง (Clade) : Tracheophytes
  • กลุ่มพืชเมล็ด (Clade) : Spermatophytes
  • กลุ่มพืชดอก (Clade) : Angiosperms
  • กลุ่มพืชใบเลี้ยงคู่แท้ (Clade) : Eudicots
  • กลุ่มโรซิดส์ (Clade) : Rosids
  • อันดับ (Order) : Sapindales
  • วงศ์ (Family) : Sapindaceae
  • วงศ์ย่อย (Subfamily) : Dodonaeoideae
  • สกุล (Genus) : Harpullia Roxb.
  • ชนิด (Species) : Harpullia arborea (Blanco) Radlk.
  • ชื่อพ้องสำคัญ (Synonyms) : Ptelea arborea Blanco; Harpullia sphaeroloba Radlk.; Harpullia imbricata (Blume) Thwaites

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบัน : Harpullia arborea (Blanco) Radlk. เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew
  • ลักษณะที่ช่วยจำแนก : ไม้ต้นขนาดกลาง ใบประกอบมีใบย่อยประมาณ 6–10 ใบ ดอกขนาดเล็กออกเป็นช่อ และผลแคปซูล 2 พู เมื่อสุกมีสีแดงและมีเมล็ดสีเข้มพร้อมเยื่อหุ้มสีส้ม
  • การยืนยันทางพฤกษศาสตร์ : การใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรควรยืนยันชนิดด้วยลักษณะทางพฤกษศาสตร์ร่วมกับตัวอย่างพรรณไม้แห้งหรือการตรวจสอบโดยนักพฤกษศาสตร์/ผู้เชี่ยวชาญด้านพืชสมุนไพร โดยเฉพาะเมื่อชื่อท้องถิ่นมีหลายชื่อ

คำเตือนทางการแพทย์

กะโบลิงเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาไทยและพื้นบ้าน แต่หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด อีกทั้งมีการระบุเปลือกต้นและผลว่ามีรสเมาเบื่อและมีประวัติใช้เป็นยาเบื่อปลา จึงไม่ควรนำมารับประทานหรือเตรียมเป็นยาด้วยตนเอง การใช้เพื่อรักษาอาการปวด ปวดข้อ หรือปวดกล้ามเนื้อควรปรึกษาแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์ก่อน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาเป็นประจำ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (ม.ป.ป.). ข้อมูลสมุนไพรและองค์ความรู้ด้านเภสัชวัตถุ. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). สารานุกรมพืช: วงศ์ Sapindaceae และพืชสกุล Harpullia.
  3. สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). กะโบลิง.
  4. Poovapatthanachart, R. (2003). Phytochemical study of Harpullia arborea leaves [Master’s thesis, Chulalongkorn University]. Chulalongkorn University Theses and Dissertations.
  5. Poovapatthanachart, R., & Thanakijcharoenpath, W. (2008). A new norhopane from Harpullia arborea. Fitoterapia, 79(7–8), 498–500. https://doi.org/10.1016/j.fitote.2008.04.010
  6. Raghavendra, H. L., Kekuda, P. T. R., Karthik, K. N., & Ankith, G. N. (2017). Antiradical, antibacterial and antifungal activity of Harpullia arborea (Blanco) Radlk. (Sapindaceae). International Journal of Current Pharmaceutical Research, 9(5), 32–36. https://doi.org/10.22159/ijcpr.2017v9i5.22133
  7. Rajeswari, R., Murugesh, S., Jegadeesh Kumar, D., Prakash, B., & Gayathri, K. (2022). Characterisation and evaluation of antimicrobial, antioxidant and antibiofilm activities of silver nanoparticles biosynthesised from Harpullia arborea bark extract. Journal of Clinical and Diagnostic Research, 16(9), FC07–FC14. https://doi.org/10.7860/JCDR/2022/56639.16859
  8. Mohanta, O., Das, P. K., Panda, S. S., Champati, B. B., et al. (2024). Chemical constituents and antioxidant activity of the leaf essential oil of Harpullia arborea. Chemistry of Natural Compounds, 60(3), 569–574. https://doi.org/10.1007/s10600-024-04384-6
  9. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Harpullia arborea (Blanco) Radlk. Plants of the World Online.
  10. PROSEA. (n.d.). Harpullia Roxb.: Plant Resources of South-East Asia.
Scroll to top