สรรพคุณเภสัช

สรรพคุณเภสัช  คือ  การรู้จักสรรพคุณของวัตถุที่จะนำมาใช้เป็นยารักษาโรคหลักสรรพคุณเภสัชนี้เป็นหมวดที่สำคัญยิ่ง  ท่านต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ  เพราะตัวยาแต่ละอย่าง  ถ้าไม่รู้สรรพคุณแล้วก็ไม่เกิดประโยชน์  อะไรเลย  ท่านอาจคิดว่าตัวยานั้นมีอยู่มีอยู่มากมายจะจำได้อย่างไร  นี่เป็นปัญหาของทุกท่าน  มักจะคิดว่าตัวยามีสรรพคุณแก้อะไร  ยากที่จะจำให้ได้  จึงขอแนะสิ่งที่ท่านต้องจดจำให้ได้ก่อนคือ  “รสยา”  ซึ่งรสของตัวยานี้จะแสดงถึงสรรพคุณของตัวนาใช้รักษาโรคการรู้จักว่ายานั้นมีสรรพคุณรักษาโรคอย่างไรสรรพคุณของยาสมุนไพรแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับรสของสมุนไพรนั้นๆ  เพราะรสแต่ละรสจะมีสรรพคุณใยการรักษาโรคต่างกัน  ซึ่งเภสัชกรต้องศึกษาให้รู้จักรของยาให้ถ่องแท้  แล้วรสยานั้นเองจะแสดงสรรพคุณทันที  การจำแนกรสยาสามารถแบ่งออกเป็น  2  ลักษณะ  คือ ยารสประธาน  แบ่งออกเป็น  3  รส รสของตัวยา  แบ่งออกเป็นยา  4  รส , ยา 6  รส ,...

ยารสประธาน

ยารสประธาน ยารสประธาน  หมายถึง  รสของยาที่ปรุงหรือผสมเป็นตำรับแล้ว  สิ่งที่จะนำมาประกอบขึ้นเป็นยานั้นประกอบด้วยวัตถุธาตุ  3  ประเภท  คือ  พืชวัตถุ  สัตว์วัตถุ  ธาตุวัตถุ  เมื่อนำมาประกอปรุงเป็นยาสำเร็จรูปแล้วจนเหลือรสของตัวยาสำเร็จรูปอยู่เพียง  3  รสเท่านั้น  คือ 1.1  ยาขนาดใดที่ปรุงขึ้นมาแล้ว  รสเย็น  ได้แก่  ยาที่เข้าพืช  สัตว์  ธาตุที่ไม่ร้อน  เช่น  เขาสัตว์  เขี้ยวสัตว์  มาปรุงยารสเย็น  เช่น  ยามหานิล  ยามหากาฬ  ขาเขียว  เป็นต้น  ซึ่งมีสรรพคุณแก้ทางเตโชธาตุ (ธาตุไฟ)  แก้ไข้  ระงับความร้อน  ใช้สำหรับแก้ไข้ในกองฤดูร้อน 1.2 ...

รสยา  4  รส

รสยา  4  รส ในคัมภีร์ธาตุวิภังค์  ได้กล่าวถึงรสยา  4  รส  แก้โรคดังนี้ 1)  รสยาฝาด             ชาบไปในผิวเนื้อ  และเส้นเอ็น 2)  รสยาเผ็ด             ชาบไปในผิวหนังทุกเส้นขน 3)  รสยาเค็ม             ชาบไปในที่เส้นเอ็นและกระดูกทั่วสรรพางค์กาย 4)  รสยาเปรี้ยว          ชาบไปในเนเอ็นทั่วรรพางค์กาย

รสยา  6  รส

รสยา  6  รส ในคัมภีร์วรโยคสาร  ได้กล่าวถึงรสยา  6  รส  แก้โรคดังนี้ 1)  มธุระ  คือ  รสหวาน  ชอบกับยาให้เจริญรสธาตุ 2)  อัมพิระ  คือ  รสเปรี้ยว  ทำให้ดี  ลม  เสลดอนุโลมตามซึ่งตนและเจริญรสอาหาร  บำรุงไฟธาตุกระทำสารพัดที่ดิบให้สุก  ถ้าใช้เป็นเกิดคุณ  ใช้ไม่เป็นเกิดโทษ 3)  ลวณะ  คือ  รสเค็ม  เผาโทษเผาเขฬะ  ให้เจริญไฟธาตุ 4)  กฏุกะ  คือ  รสเผ็ด  กระทำให้กำลังน้อย  ระงับความเกียจคร้าน  ระงับพิษ      ไม่ให้เจริญบำรุงไฟธาตุและให้อาหารสุก 5)  ติตติกะ  คือ ...

รสยา 8 รส

รสยา  8  รส ในคัมภีร์ธาตุวิวรณ์  กล่าวถึงยา  8  รส  แก้โรคดังนี้คือ 1)  รสขม                           ย่อมซาบไปตามผิวหนัง 2)  รสฝาด                          ย่อยซาบมังสา (ชาบเนื้อ) 3)  รสเค็ม                          ซาบเส้นเอ็น 4)  รสเผ็ดและรสร้อน              ซาบกระดูกมิได้เว้น 5)  รสหวาน                        ย่อมซึมซาบลำไส้ใหย่ 6)  รสเปรี้ยว                       ซาบลำไส้น้อย 7)  รสเย็นหอม                     ซาบหัวใจ 8)  รสมัน                           ซาบที่ข้อต่อทั้งปวง

รสยา 9 รส

รสยา  9  รส ในการศึกษาเรื่องสรรพคุณเภสัช  ได้สรุปรสชองวัตถุธาตุได้  9  รส  จำแนกให้ละเอียดออกไปดังนี้ 1) รสฝาด  สรรพคุณ  มีฤทธิ์ทางสมาน  เช่น  สมานบาดแผลทั้งภายในและภายนอก  แผลสด  แผลเปื่อย  กัดเนื้อร้าย  แก้โรคบิด  ท้องร่วง  แก้อุจจาระธาตุพิการ คุมธาตุ แสลงกับโรคไอ  ท้องผูก  โรคลม  โรคพรรดึก  ท้องผูก  เตโชธาตุพิการ (ธาตุไฟ) 2) รสหวาน  สรรพคุณ  มีฤทธิ์ซึมซาบไปตามเนื้อ  เช่น  ทำให้เนื้อในร่างกายชุ่มชื้น บำรุงกล้ามเนื้อ บำรุงหัวใจ เจริญอาหาร...

รสยาประจำธาตุ

รสยาประจำธาตุ  (รสยาแก้ตามธาตุ) เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าในร่างกายของมนุษย์เรานั้น  ประกอบขึ้นจากธาตุทั้ง 4 คือ ธาตุดิน  20  ธาตุน้ำ  12  ธาตุลม  6  และธาตุไฟ  4  เมื่อธาตุใดธาตุหนึ่งเกิดพิการหรือเจ็บป่วยขึ้น  คัมภีร์แพทย์แผนโบราณได้จัดรสยาไว้แก้ดังนี้ ปถวีธาตุ  (ธาตุดิน  20)      เมื่อพิการ  แก้ด้วยยา  รสฝาด  รสหวาน  รสมันและรสเค็ม อาโปธาตุ  (ธาตุน้ำ  12)     เมื่อพิการ  แก้ด้วยยา  รสเปรี้ยว  รสขมและรสเมาเบื่อ วาโยธาตุ  (ธาตุลม  6)      ...

รสยาแก้ตามวัย

รสยาแก้ตามวัย  (แก้ตามอายุ) ในที่นี้แบ่งช่วงอายุออกเป็น  3  วัย  แต่ละวัยเกิดโรคแตกต่างกัน  และใช้รสยาแก้ต่างกัน  ดังนี้  คือ 1)  ปฐมวัย  (วัยเด็ก)  ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ  16  ปี  วัยเด็กเป็นโรคเพื่อเสมหะ  (สมุฏฐานอาโป)  ควรใช้ยารสหวาน  รสเปรี้ยว  รสขม 2)  มัชฌิมวัย  (วัยกลาง  หรือวัยหนุ่มสาว)  ตั้งแต่อายุ  16  ปี  จนถึงอายุ  32  ปี  เป็นโรคเพื่อโลหิตและดี  (คือสมุฏฐานอาโป)  ควรใช้ยารสเปรี้ยวฝาด  รสเปรี้ยวเค็ม  และรสขม 3)  ปัจฉิมวัย  (วัยผู้เฒ่าหรือวัยคนแก่) ...

รสยาแก้ตามฤดู

  ฤดูในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะ  3  นั้น  คือ  ใน  1  ปี  มี  3  ฤดู ๆ ละ  4  เดือน  และถือว่าเป็นฤดูแห่งกองโรค  คือเกิดเป็นโรคปิตตะ  โรควาตะ  และเสมหะ  ตามลำดับ  จึงจัดรสยาแก้ไว้ดังนี้ 1)  คิมหันตฤดู  (ฤดูร้อน)  เกิดโรคเพื่อเตโชธาตุพิการ  โรคปิตตะพิการคือดีพิการ  ควรใช้ยารสเย็นและจืด 2)  วสันตฤดู  (ฤดูฝน)  เกิดโรคเพื่อวาโยธาตุพิการ  คือ  โรควาตะ  โรคลม  ควนใช้ยารสร้อนและรสสุขุม 3)  เหมันตฤดู  (ฤดูหนาว)...

รสยาแก้ตามกาล

รสยาแก้ตามกาล รสยาแก้ตามกาลเวลา  หรือตามยามนี้  จัดไว้โดยมุ่งหมายเพื่อให้คนไข้ได้รับประทานยา  (กินยา)  ให้ทันหรือตรงกับสมุฏฐานของโรคซึ่งเกิดขึ้นในเวลาหรือกาลนั้นๆ  ในคัมภีร์กล่าวไว้ทั้งหมดกาล  3  และกาล  4  จะได้ยกตัวอย่างให้นักศึกษาได้ทราบทั้ง  2  กาล  คือ 6.1 กาล 3 คือ กลางวัน  แบ่งออกเป็น  3  ยาม  กลางคืนแบ่งออกเป็น  3  ยาม  คือ ยามที่ 1 นับแต่  06.00  น.  ถึง  10.00  น.  หรือนับแต่  18.00  น. ...