กรมแพทย์แผนไทยจี้ “แสงชัย” จ่ายสมุนไพรมะเร็งปราจีนบุรี ทำให้ถูกกฎหมาย

114

กรมแพทย์แผนไทยจี้ “แสงชัย” จ่ายสมุนไพรมะเร็งปราจีนบุรี ทำให้ถูกกฎหมาย ขึ้นทะเบียนเป็นหมอพื้นบ้าน หรือมีแพทย์แผนไทยมประจำก่อนแจกสมุนไพร เปิดสถานบริการถูกต้อง ขึ้นทะเบียนสมุนไพรเป็นยาหรืออาหารเสริมกับ อย. พร้อมเร่งศึกษาความเป็นพิษของสมุนไพร

         นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงกรณีประชาชนจำนวนมากยังคงไปต่อคิวรับสมุนไพรจากนายแสงชัย แหเลิศตระกูล ที่ จ.ปราจีนบุรี เพราะเชื่อว่ารักษาโรคมะเร็งได้ ว่า กรมฯ ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าจะดำเนินการใน 3 เรื่อง คือ 1.ทำให้การจ่ายสมุนไพรถูกต้องตามกฎหมาย โดยตัวผู้ให้บริการ จะต้องหาผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น แพทย์แผนไทยไปประจำการ คอยตรวจวินิจฉัยก่อนจ่ายสมุนไพรดังกล่าว ส่วนตัวของคุณแสงชัยก็ต้องมีการขอประเมินหรือพิจารณาให้เป็นหมอพื้นบ้าน 2.สถานที่ในการแจกสมุนไพร ต้องทำในที่ถูกต้อง เช่น จ่ายในโรงพยาบาลหรือคลินิก ซึ่งต้องมีการขอเปิดให้บริการอย่างถูกต้อง และ 3.ผลิตภัณฑ์ที่นำมาทำเป็นส่วนผสมของสมุนไพรต้องมีการทำให้ถูกต้อง ด้วยการขอขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่ว่าจะขอเป็นยาแผนโบราณ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นต้น

         “สิ่งสำคัญคือต้องมีการให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชนเกี่ยวกับการใช้สมุนไพร ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้กรมฯ ร่วมกับจังหวัดปราจีนบุรี ทำแผ่นพับถึงเรื่องการใช้สมุนไพรกับประชาชน” นพ.ปราโมทย์ กล่าวและว่า นอกจากนี้ยังจะต้องมีการทำวิจัยและตรวจสอบสมุนไพรดังกล่าวเพื่อความปลอดภัยของประชาชน โดยที่ผ่านมาทางจังหวัดได้มีการเก็บผลิตภัณฑ์สมุนไพรดังกล่าวไปตรวจสอบไม่พบสารสเตียรอยด์หรือสารที่ทำให้อยากอาหาร แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าปลอดภัยจริงหรือไม่ เนื่องจากต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่าในผลิตภัณฑ์มีแบคทีเรียหรือมีโลหะหนักปนเปื้อนหรือไม่ รวมทั้งต้องประเมินผลการรับประทานสมุนไพรดังกล่าวว่าในระยะยาวจะมีผลต่อร่างกายหรือไม่ โดยมีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นคนรับเรื่องนี้ไปดูแล

         ทั้งนี้ ยังต้องทำการศึกษาสรรพคุณของสมุนไพรทุกชนิดด้วย หากนำมารวมกันแล้วจะมีพิษต่อร่างกายหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาสมุนไพรแต่ละตัวอาจมีสารต้านแอนติออกซิแดนท์ ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ก็เป็นเพียงผลการทดลองในหลอดทดลองเท่านั้น แต่ยังไม่มีการทดสอบในคนว่าจะได้ผลหรือไม่ และเหมาะกับโรคมะเร็งชนิดใด ดังนั้น จึงได้ประสานกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติให้ช่วยทำวิจัยและเก็บข้อมูลเพิ่มเติม โดยคาดว่าจะทราบผลภายใน 1-2 เดือน

 

ขอขอบคุณข้อมูล : ผู้จัดการ Online

ร่วมแสดงความคิดเห็นสำหรับเรื่องนี้