สรีระร่างกายของหญิงและชายวัยเจริญพันธุ์

การเรียนผดุงครรภ์จำเป็นต้องรู้จักระบบอวัยวะสืบพันธุ์ด้วยว่าแต่ละอวัยวะทำหน้าที่ผสมพันธุ์ให้เกิดชีวิตขึ้นได้อย่างไรการสืบพันธุ์เป็นของธรรมดาตามหน้าที่ของธรรมชาติของโลกไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ต้องมีการผสมพันธุ์เพื่อสืบเผ่าพันธุ์

ทุกคนควรจะต้องรู้จักส่วนประกอบของอวัยวะต่างๆที่มีอยู่ในตัวเรารวมถึงหน้าที่ของอวัยวะเหล่านั้นว่ามีส่วนประกอบอะไรบ้างอยู่ตรงไหนทำหน้าที่อย่างไรจึงเกิดมีชีวิตขึ้นได้สิ่งเหล่านี้นอกจากแพทย์ผู้เรียนรู้และผู้ สนใจศึกษาเท่านั้นจึงจะทราบได้ แต่ผดุงครรภ์ต้องเรียนรู้และเข้าใจเรื่องของอวัยวะสืบพันธุ์อวัยวะต่างๆของร่างกายและการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายและต้องไม่เก็บความสงสัยไว้ควรจะปรึกษาผู้ที่มีความเข้าใจ กว่าหรือถ้าพบผู้ป่วยซึ่งมีอาการที่ผิดแปลกจากที่เคยพบก็ควรส่งโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือเครื่องใช้ที่จะให้การช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยทันการ

1. สรีระร่างกายของหญิงที่แตกต่างกับชาย

ระบบอวัยวะสืบพันธุ์ของชายประกอบไปด้วยต่อมอัณฑะท่อน้ำอสุจิองคชาติและระบบอวัยวะสืบพันธุ์ของหญิงประกอบไปด้วยมดลูกรังไข่ช่องคลอด อวัยวะเหล่านี้ต่างทำหน้าที่เป็นสื่อสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เมื่อมีการผสมพันธุ์แล้วก็จะเกิดเป็นมนุษย์ต่อไป ดังจะอธิบายต่อไปนี้คือ

ต่อมอัณฑะของชายมีหน้าที่ผลิตน้ำอสุจิและกลั่นตัวอสุจิ(ตัวอสุจินี้เป็นตัวที่อยู่ในน้ำอสุจิของชายที่ทำให้เกิดบุตร) ซึ่งผลิตออกมาอยู่ตลอดเวลาไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน เรียกว่า เป็นโรงงานที่ไม่มีเวลาพักผ่อนเลยโดยธรรมชาติ แล้วส่งน้ำอสุจินี้ไปตามท่อสองสาย (เรียกตามสามัญชนว่า สายสองสลึง) แล้วไปพักอยู่ในถุงน้ำกามซึ่งติดอยู่ใต้กระเพาะปัสสาวะทั้งสองข้าง

น้ำอสุจิซึ่งต่อมอัณฑะเป็นผู้ทำการกลั่นกรองพร้อมด้วยตัวสเปอร์มาโตซัว มีลักษณะเป็นเมือกขาวข้นออกมาครั้งหนึ่งประมาณ 3-4 ช้อนกาแฟ จะมากจะน้อยกว่านี้สุดแล้วแต่กำลังของบุคคลนั้นๆ ผู้ไม่มีตัวสเปอร์มาโตซัวเมื่ออายูครบ 16 ปีบริบูรณ์จึงจะมีตัวสเปอร์มาโตซัว จะเกิดบุตรได้ทุกเวลาจนถึงอายุ 70-80 ปี จึงจะหมดการมีบุตร แต่ไม่แน่นอนแล้วแต่กำลังของบุคคลนั้น

ในเพศหญิงตัวมดลูกนั้นเป็นกล้ามเนื้อสามชั้นหนาเหนียวแข็งแรงมาก กล้ามเนื้อสามชั้นนั้นจะไขว้กันตามยาวหนึ่งชั้น ไขว้ตามขวางหนึ่งชั้น ไขว้เฉลียงหนึ่งชั้น ภายในตัวมดลูกนั้นเป็นโพรงรูปห้องสามเหลี่ยมแบนๆ  มีช่องหนึ่งไปทางช่องคลอด อีกสองช่องอยู่ที่ก้นมดลูก ออกไปทางซ้ายและขวา เรียกว่า ปีกมดลูกซ้าย ขวา

ที่ปีกมดลูกนี้ เป็นหลอดทางเดินของไข่สุกเข้าไปโพรงมดลูก โดยปากหลอดเป็นเนื้อบานๆ เหมือนปากแตรสำหรับรับไข่สุกเมื่อหล่นออกจากรังไข่จะเคลื่อนเข้าหลอดปากแตรผ่านปีกมดลูกไปสู่โพรงมดลูก มดลูกทรงตัวลอยอยู่ด้วยเอ็นยึดไว้ทั้งสองข้างถ้าเอ็นนี้ขาดหรือหลุดจะทำให้หมดลูกออกมาจุกที่ปากช่องคลอดหรือออกมานอกช่องคลอด (คำสามัญเรียกว่ากระบังลม หรือ ดากออก) ช่องคลอดนี้ยาวตั้งแต่ปากมดลูกถึงปากช่องคลอดประมาณ 5-6 นิ้ว ช่องคลอดมีลักษณะคล้ายลำไส้ยืดหดตัวได้ ภายในเป็นหนังย่นๆ และเปียกชุ่มอยู่เสมอ

เมื่อถึงกาลเวลา น้ำอสุจิจะถูกบังคับให้เคลื่อนออกไปตามหลอดปัสสาวะขององคชาติชาย หลั่งน้ำอสุจิเข้าไปถึงปากมดลูก ที่ปลายช่องคลอดตรงปากมดลูกนี้มีแอ่งสำหรับลองรับน้ำอสุจิ แอ่งนี้เป็นน้ำเมือกมีลักษณะเป็นกรดครึ่งด่าง ถ้ามีกรดมากเกินไป หรือปากมดลูกอักเสบมีสภาพเป็นกรดมากเกินไป จะทำให้ตัวอสุจิอ่อนกำลังลงหรือตายไป จะทำให้ภรรยาเป็นหมัน จะไม่เกิดบุตร ถ้ามีกรดน้อยหรือมีสภาพเป็นด่าง จะทำให้ตัวสเปอร์มาโตซัวเกิดกำลัง ส่งเสริมวิ่งออกจากแอ่งนี้เข้าไปในมดลูกมีจำนวนนับเป็นล้านๆ ตัว ถ้าตัวใดมีกำลังแข็งแรง ก็จะวิ่งเข้าไปได้ก่อน โดยใช้หางกระดิกเพื่อค้นหาไข่สุกของหญิง (ตัวผสมพันธุ์นี้มีรูปลักษณะคล้ายลูกอ๊อดคือ หัวกลม ตัวแบน มีหางกระดิกได้ ซึ่งเป็นอวัยวะที่ใช้ว่ายแหวกไปหาไข่สุกโดยรวดเร็ว) ตัวอสุจิและไข่สุกของสตรีนี้ต้องใช้กล้องจุลทัศน์ส่องจึงจะมองเห็น

ส่วนไข่ของผู้หญิงนั้นเป็นลูกกลมเล็กเมื่อผู้หญิงมี่ไข่สุกครบกำหนด 22 วัน จึงจะสุกครั้งหนึ่ง เมื่อไข่สุกก็จะพองตัวออก แล้วจะตกออกจากรังไข่หนึ่งเม็ด ก็ผสมได้หนึ่งชีวิต ถ้าตก 2-3 เม็ด ก็จะเกิดลูกแฝด ไข่ที่ตกออกจากรังไข่นี้ก็จะเคลื่อนเข้าทางท่อปากแตรทันที และอยู่ในท่อปากแตรเป็นเวลา 6-7 วัน จึงจะเดินทางเข้าถึงโพรงมดลูก

พระคัมภีร์มหาโชตรัตน์บันทึกไว้ว่า สัตว์มนุษย์เกิดมาเป็นสตรีภาพตั้งแต่คลอดออกจากครรภ์มารดา มีความแตกต่างจากผู้ชาย 4 ประการ คือ ถันประโยธร (เต้านม) จริตกิริยา ที่ประเวณี (ช่องคลอด) ต่อมเลือดระดู

2.ต่อมเลืดระดู

โดยอรรถาธิบายว่า ผู้หญิงเมื่ออายุได้ 14-15 ปีขึ้นไป สิ้นกำหนดตานซางแล้ว ต่อมโลหิตแห่งหญิงนั้นก็บังเกิดขึ้นตามประเวณีแห่งสตรีภาพ มีอยู่ดังนี้

2.1  โลหิตหทยํ ชาตํ ระดูโลหิตแห่งหญิงอันเกิดมาแต่หัวใจ

2.2  ปิตตํ ชาตํ โลหิตอันเกิดแต่ขั้วดี

2.3  มํ สํ ชาตํ อันว่าระดูอันเกิดแต่ผิวเนื้อ

2.4 นหารู ชาโต อันว่าโลหิตอันบังเกิดแต่เส้นเอ็นทั้งปวง

2.5 อฎชาตํ อันว่าโลหิตอันเกิดมาแต่กระดูก

โลหิตระดูแห่งหญิงอันมีระดูมาแล้วกลับแห้งไปก็ดีแต่รุ่นสาวขึ้นมา หรืออายุควรจะมีระดูมาแล้วแต่ไม่มีระดูมาตามประเวณี บางทีมีระดูมาแล้วกลับแห้งก็มี บางคนแต่รุ่นสาวได้ 14-15 ปี ก็ยังไม่มีระดู เมื่อมีสามีแล้วจึงมามีระดู หญิงเหล่านี้ท่านว่าเป็นประเวณีโลกทั้งหลาย (เป็นธรรมชาติของแต่ละบุคคล)

หญิงที่เริ่มจะมีระดูนั้น มีตั้งแต่อายุ 12-13 ปี สำหรับคนเมืองร้อน คนเมืองหนาวจะเริ่มมีระดูเมื่ออายุ 14-15 ปี ถ้าเด็กที่อยู่ในสถานที่ยั่วยวน เช่น พวกละคร ลิเก หรือในหมู่ที่มีสิ่งเร่งเร้าใจ (เช่นในหมู่ผู้หญิงโสเภณี) อาจมีระดูเร็วกว่าพวกที่อยู่ตามเรือกสวนไร่นา

เด็กผู้หญิงเมื่อมีระดูครบกำหนด มักจะมีจริตกิริยา รู้จักอายมากขึ้น เต้านมจะคัดแข็ง เป็นไต มดลูกจะขยายตัวขึ้น มีอาการปวดตึงที่มดลูก เมื่อระดูออกมาครั้งแรกมักทำให้มีอาการอื่นๆ อีก เช่น ปวดศีรษะ หงุดหงิด บางคนก็เป็นไข้ อาการเหล่านี้จะเริ่มทีละน้อยๆ ก่อนหน้าที่ระดูจะมาประมาณ 3-5 วัน แล้วจะมีระดู

ระดูจะออกอยู่ประมาณ 3-4 วัน หรือ 5 วัน ออกมาครั้งหนึ่งประมาณ 10-15 ช้อนโต๊ะ แล้วก็จะจางลงจนหยุด อาการต่างๆ ก็จะหายไป รอบระดูตามกำหนดปกติมีกำหนด 18 วัน จึงจะออกครั้งหนึ่ง บางคนมี 20 วัน ถึง 30 วันก็มี แล้วภายหลังก็มี 28 วันตามธรรมดา บางคนมีแล้วหยุดไปนานๆ หลายๆ ปี แล้วกลับมามีอีก ลักษณะเช่นนี้จะเป็นโรคหามิได้ เพราะร่างกายเป็นปกติดีบางคนมีโรคระดูอาจคลาดเคลื่อนได้

ในร่างกายของผู้หญิงมีโลหิตมากกว่าชาย เพราะผู้หญิงต้องเสียโลหิตระดูทุกเดือน เมื่อมิได้ตั้งครรภ์ขึ้นจะขับถ่ายออกไปตามธรรมดาของผู้หญิงตกไข่ราวละ 1 เม็ด ถ้าบางครั้งตกสองสามเม็ดก็จะเกิดเป็นลูกแฝดหลายคน

ระดูจะออกจากไหน เวลาใด คือ ในวันที่รู้สึกว่าเต้านมคัดแข็ง ปวดตึงที่มดลูก เป็นวันที่ไข่สุก ร่างกายจึงเปลี่ยนแปลงผิดไปกว่าธรรมดา ผิวหนังในโพรงมดลูกหนาขึ้น มีโลหิตมาคั่งรวมอยู่มาก จึงมีอาการตึงและปวดมดลูก แล้วผิวหนังในโพรงมดลูกนั้นแตกออก โลหิตจึงไหลออกมาเป็นระดูประจำเดือน มีไข่สุกที่ไม่ได้ผสมออกมาด้วย ถ้าไข่สุกและมีการผสมแล้วผิวหนังในโพรงมดลูดจะไม่แตกออกเป็นโลหิต เพราะต้องเก็บไว้เลี้ยงทารกต่อไป

โลหิตระดูนี้ไหลซึมออกจากภายในมดลูก โดยไข่สุกแล้วไหลเลื่อนลงเข้าหลอดปากแตร แล้วเคลื่อนไหลเข้าในโพรงมดลูก ภายในโพรงมดลูกมีเยื่อบางๆ สำหรับรองรับไข่สุกไว้ได้หนาขึ้น มีเลือดมาคั่งค้างเมื่อไข่สุกนี้มิได้ผสมกับตัวผสมพันธุ์ ก็จะปริแตกออก พร้อมด้วยเส้นเลือดเป็นระดูไหลออกมาเรียกว่า มีประจำเดือน ถ้าไข่สุกได้ผสมกับตัวผสมพันธุ์แล้ว เยื่อบางๆ ในมดลูกนี้ที่มีเลือดคั่งค้างก็จะหุ้มห่อไข่ไว้ เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงทารกต่อไป จะไม่มีเลือดระดูออกมาเรียกว่า ได้มีการปฏิสนธิแล้ว

ตามธรรมดา เลือดระดูที่ออกมานี้ ควรเป็นเลือดสดๆ ที่ออกจากแผลใหญ่ ไม่มีกลิ่นหรือเป็นลิ่มเป็นก้อนหรือเป็นสีดำข้นแข็ง ถ้ามีกลิ่นโสโครก อาจสงสัยเป็นโรคระดู

ผู้หญิงหมดประจำเดือน ตั้งแต่อายุ 45-55 ปี (ผู้หญิงบางคนอาจจะหมดประจำเดือนเมื่ออายุ 37 ปี ก็มี) จะมีบุตรได้ต่อเมื่อไข่สุกดังกล่าวมาแล้ว ส่วนผู้ชายมีบุตรได้มากกว่าผู้หญิง