คัมภีร์ชวดาร

โรคลมที่กล่าวไว้ในคัมภีร์แพทย์แผนโบราณนี้ กล่าวถึงประเภทลมบังเกิดโทษ อาการ และการใช้ยารักษา ซึ่งกล่าวรายละเอียดไว้ในคัมภีร์ ดังต่อไปนี้

คัมภีร์ชาดาร กล่าวถึง

          ในคัมภีร์นี้กล่าวถึงลมที่บังเกิดโทษแต่มนุษย์ทั้งหลายจะเกิดสรรพโรคต่างๆ ก็อาศัยโลหิต และลม บังเกิดโทษให้ถึงตายเป็นอันมากนั้น เพราะแพทย์ไม่ได้กำหนดรู้ อุปมาเหมือนนายเรืออันประมาทในท้องมหาสมุทร ลมพัดเรือแตกอับปางก็เป็นเหยื่อแก่มัจฉา เป็นอันมาก ลมที่ให้โทษแก่มนุษย์ คือ

  1. ลมอุทธังคมาวาตา พัดขึ้นเบื้องบน
  2. ลมอโธคมาวาตา  พัดลงเบื้องต่ำ แต่สะดือขึ้นถึงศีรษะ เรียกว่า เบื้องบน

         ถ้าหากลมทั้ง 2 ระคนกันเข้าเมื่อใด โลหิตนั้นร้อนประดุจกันกับไฟ อันเกิดได้วันละ 100 ละ 1,000 หน อาการ 32 ก็พิกล พรากจากที่อยู่เตโชธาตุก็ไม่ปกติ เหตุที่ลมทั้ง 2 ระคนกันได้ ให้โทษแก่มนุษย์ทั้งหลาย ก็เพราะมนุษย์ทั้งหายได้บริโภคอาหารไม่ได้เสมอตามปกติ คือ บางจำพวก มากกว่าอิ่ม คือ กินมากไป บางจำพวก ดิบ เน่า บูด หยาบ น้อยยิ่งนัก บางจำพวกล่วงผิดเวลา อยากเนื้อผู้อื่นยิ่งนัก อาหาร 8 จำพวกนี้ เป็นอาหารให้โทษ ใช่แต่เท่านั้น บุคคลบางจำพวกถูกร้อนมาก และถูกเย็นมาก เพราะเหตุดังกล่าวนี้ ลมอโธคมาวาตา จึงพัดขึ้นไปหาลมอุทธังคมาวาตา บางทีลมอุทธังคมาวาตาจึงพัดให้โลหิตเป็นฟอง อาการ 32 จึงเคลื่อนจากที่อยู่

         ลมเกิดขึ้นในทิศเบื้องต่ำ คือ ลมอัมพฤกษ์ และลมอัมพาต ลมทั้ง  2 นี้ บังเกิดแต่ปลายแม่เท้าไปตราบเท่าเบื้องบน ทำให้หวาดหวั่นไหวไปทั่วทั้ง 6 สรีระกายย่อมถึงแก่พินาศเป็นอันมาก ลมอัมพฤกษ์และลมอัมพาตทั้ง 2 นี้ เป็นที่ตั้งแห่งฐานลมทั้งหลาย อันบังเกิดได้วันละ 100 และ 1,000 ครั้ง

        ถ้าลมทั้ง 2 ระคนกันแล้วเมื่อใด รักษาเยียวยายากนัก เพราะอาศัยลมอันหนึ่งชื่อ ”หทัยวาตะ” เกิดขึ้นในน้ำเลี้ยงหัวใจบุคคลใดจะตาย ลมหทัยวาตะ ก็เกิดขึ้นในขณะนั้น

ลมมีพิษมาก 6 จำพวก ดังนี้:-

  1. ลมกาฬสิงคลี
          จับให้หน้าเขียว ขอบตาเขียว บางทีจับให้ใจสั่น บางทีให้ถอนหายใจฮึดฮือ บางทีดิ้นดุจตีปลา ให้ผุดเป็นวงดำ เป็นวงเขียว วงเหลือง เท่าใบพุทรา เท่าแว่นน้ำอ้อยงบ กำหนด 3 วัน
  2. ลมชิวหาสดมภ์
          เมื่อแรกให้หาวเรอ และให้เหียน ขากรรไกรแข็ง อ้าขบไม่ลง ให้แน่นิ่งไป ไม่รู้สึกตัว ปลุกไม่ตื่น กำหนด 3 วันถึง 7 วัน
  3. ลมมหาสดมภ์
          เมื่อจับ ให้หาวนอนเป็นกำลัง ให้หวาดหวั่นไหวอยู่แต่ใจใจ ให้นอนแน่นิ่งไป ไม่รู้สึกกายเลย
  4. ลมทักษิณโรธ
          เป็นไข้อันไดๆ อยู่ก่อนแล้วจับเท้าเย็นมือเย็น ตามัว ห้ามไม่ให้วางยาผาย ดิ้นรนหยุดอยู่ไม่ได้ เจรจาไม่ได้ ลิ้นกระด้างคางแข็ง แก้ให้จงดี ( ลมในกองไข้)
  1. ลมตติยาวิโรธ
          เมื่อจับให้มือเท้าเย็น เป็นลูกกลิ้งอยู่ในท้อง ให้จุกท้องเหมือนสัตว์ตอดสัตว์กัด บางทีปวดตั้งแต่แม่เท้าขึ้นมาถึงหัวใจ นิ่งแน่ไปดุจดังถูกพิษงูเห่า
  1. ลมอีงุ้มอีแอ่น
          เมื่อล้มไข้เหมือนสันนิบาต เมื่อจับอีงุ้มงอไปข้างหน้า อีแอ่นงอไปข้างหลัง ถ้าลั่นเสียงดังเผาะเมื่อใด ตายเมื่อนั้น

ลมมีพิษ อีก 6 จำพวก

  1. ลมอินทรธนู 
          เมื่อจับไข้เหมือนดังรากสาด เป็นวงล้อม สะดือดำ สะดือแดง สะดือเขียว สะดือเหลือง เท่าวงน้ำอ้อยงบ แต่ชายโครง ตลอดจนหน้าผาก พิษนั้นอื้อคะนึงอยู่แต่ในใจดังผีเข้าอยู่ ถ้าผู้หญิงเป็นซ้าย ชายเป็นขวา อาการตัด ( ลมในกองไข้)
  1. ลมกุมภัณฑยักษ์
          ถ้าลัมไข้ดุจดังสันนิบาต เมื่อจับให้ชัก มือกำ ชักเท้างอ มิได้สติสมปฤดี เรียกมิรู้สึกตัวเลย 
    กำหนด 11 วัน (ลมในกองไข้)
  1. ลมอัศมุขี
          เป็นได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ให้ดิ้นร้องไป แล้วชักแน่นิ่งไป ไม่สมปฤดี
  1. ลมราทยักษ์
          เมื่อล้มไข้ลงดุจดังสันนิบาต เมื่อจับให้มือกำชักเท้ากำ ลิ้นกระด้างคางแข็ง กำหนด 11 วัน
     (ลมในกองไข้)
  2. ลมบาดทะจิต
          เมื่อล้มไข้ลงดุจดังสันนิบาต แรกจับให้ละเมอเพ้อพก ว่านั้นว่านี่ ทำอาการ ดุจปิศาจเข้าสิงอยู่ บางทีว่าบ้าสันนิบาต เหตุเพราะ จิตระส่ำระสาย กำหนด 11 วัน
  3. ลมพุทธยักษ์
           จับชักระสับกระส่าย ให้ขบฟันเหลือกตา มือกำเท้างอ ปากเบี้ยว ตาแหก แยกแข้งแยกขา ไม่มีสติสมปฤดี


ลม 6 จำพวกนี้ เยียวยายากนัก เป็นปัจฉิมที่สุดโรค 
        ให้ตรวจดูทางทวารหนัก ทวารเบา ถ้ายังอุ่นอยู่ ให้แก้ต่อไป อนึ่ง เอานิ้วมือกดลงแล้วยกขึ้นดู หาโลหิตไม่ได้ รอยนิ้วกดแล้วยกขึ้นไป เป็นรอยเขียวซีด อาการหนักมาก ( อาการตัด)

        อนึ่ง ในคัมภีร์มหาโชตรัต และคัมภีร์มหาชัยรัต กล่าวไว้ว่า โลหิตให้โทษแก่สตรีคลอดบุตร และชายต้องบาดแผลโลหิตตีขึ้นให้ถึงแก่กรรมตายเป็นอันมาก โลหิตทำพิษตีขึ้น ดังนี้ ” ในคัมภีร์ชวดาร” ว่าแต่กำลังโลหิต โลหิตก็ไม่ให้โทษ อนึ่งให้พิจารณาว่า ลมเกิด ณ ที่ใด ? ถ้าเกิดในเส้น ในเนื้อ และโลหิต กระดูก ผิวหนัง และหัวใจ จึงพิจารณาลมนั้นก่อน แล้วจึงพิจารณายาที่จะรักษาต่อไป และให้ประกอบยารักษาตามอาการนั้นๆ

ลมพิเศษ (ลมทั่วไป)

  1. ลมปถวีกำเริบ
           ลมพัดอาโปธาตุเป็นฟอง สำแดงโทษ บวมทุกสถาน

    2. ลมพัดในลำไส้ 

             ให้เป็นลูกกลิ้งอยู่ในท้อง ให้จุกอกเสียดแทงตามชายโครงทั่วสรรพางค์กาย และเสียดหัวใจ (กลิ้งขึ้นกลิ้งลง)

    3. ลมเข้าในลำไส้ใหญ่ และลำไส้น้อย 

             มักชักให้มือกำ ชักเท้า ตัวแข็งงอ จะบีบเข้าก็ไม่ได้ จับสิ่งอันใดก็ไม่ได้ สมมุตว่า ลมตะคริว

    4. ลมบาทาทึบ 

             ทั้งสลบทั้งลง ทั้งอาเจียน ไม่รู้ว่าสันนิบาตสองคลอง ให้มือเขียว หน้าเขียว ให้ชักไม่รู้ว่าป่วง ให้ลง กำหนด 3 วัน

    5. ลมพานไส้ 

             อาการให้อาเจียน ให้จุกอก ถ้าเป็นถึง 7 เดือน มักเป็นตัวเสียด อยู่ซี่โครงข้างซ้าย ให้ผอมเหลือง พอใจอยากของดิบคาว ครั้นถึง 3 ปี จะตาย

    6. ลมสูบพิษในลำไส้ 

             ให้เวียนหัว อาเจียน จุกอก ให้ปากหวาน และเปรี้ยว ถ้าเป็นแก่บุคคลผู้ใด นานเข้ากลายเป็นตัว เข้าเสียดชายโครงข้างซ้าย ครั้นนานหนักเข้าให้ผอมเหลือง

    7. ลมตุลาราก 

             มักเกิดแต่คอหอย ให้เหม็นคาวคอ ถ่มน้ำลายอยู่บ่อยๆ จะหายใจให้ขัดอก ถ้าเกิดแก่บุคคลผู้ใด ได้ 5 เดือน เสียตา จึงหาย

    8. ลมกระษัยจุกอก 

             มักกลายเป็นบิด และโลหิต และเสมหะ

    9. ลมกำเดา 

             ให้วิงเวียน จักษุลาย จักษุมืด จักษุฝ้า และขาว ให้ศีรษะหนักซุนไป และเจ็บศีรษะ เจ็บตา โทษลม ระคนกำเดา

    10. ลมผูกธาตุให้เป็นพรรดึก 

             ครั้นนานไป ก็กลายเป็นเสมหะกลัดเข้าให้ผอมแห้ง กายเหลือง ครั้นต่อไปนานก็กลายเป็นหอบ ไอ กินนมไม่ได้ อาโปธาตุกำเริบ ทำให้บวม แพทย์ไม่รู้ว่าเป็นริดสีดวง


ยารักษาลมที่สำคัญ (ยาแก้ลม)

  1. ยาจิตรารมณ์
    2. ยากล่อมอารมณ์
    3. ยาวาตาพินาศ
    4. ยาเขียวประทานพิษ
    5. ยาชุมนุมวาโย
    6. ยามหาสมมิทธิ์ใหญ่
    7. ยาหอมสรรพคุณ
    8. ยาสมมิทธิ์น้อย
    9. ยานัตถุ์ธนูกากะ

    10. ยาประสะการบูร