กระทือ แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแน่นจุกเสียด

กะทือ ชื่อท้องถิ่น : กะทือป่า , กะแวน , แฮวดำ (ภาคเหนือ) , เฮียวแดง (แม่ฮ่องสอน) ลักษณะของพืช : กะทือเป็นพืชที่พบได้ตามบ้านในชนบท  เป็นพืชล้มลุก  ฤดูแล้งจะลงหัว  เมื่อถึงฤดูฝน  จะงอกใหม่หัวมีขนาดใหญ่  และมีเนื้อในสีเหลืองอ่อน  กลิ่นหอม  ต้นสูง  3–6  ศอก  ใบเรียวยาว  ออกตรงข้ามกัน  ดอกเป็นช่อกลม  อัดกันแน่นสีแดง  และแทรกด้วยดอกสีเหลืองเล็กๆ ส่วนที่ใช้เป็นยา   หัวหรือเหง้าแก่สด ช่วงเวลาที่เก็บยา   ช่วงฤดูแล้ง รสและสรรพคุณยาไทย  รสขมและขื่นเล็กน้อย  ขับลม  แก้ปวดมวนแน่นท้อง  แก้บิด ...

มะนาว แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแน่นจุกเสียด

มะนาว ชื่อท้องถิ่น : ส้มมะนาว , มะลิว (เชียงใหม่) ลักษณะของพืช : เป็นไม้พุ่ม  หรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก  มีหนามตามต้น  ก้านใบสั้น ตัวใบรูปร่างกลมรี  สีเขียว  ขอบใบหยักเล็กน้อย  ปลายและโคนใบมน  ขยี้ใบดมดู  มีกลิ่นหอม  ดอกเล็กสีขาวอมเหลือง  มีกลิ่นหอมอ่อนๆ  ผลกลมเปลือกบางเรียบ  น้ำมาก  รสเปรี้ยวจัด  เปลือกผลมีน้ำกลิ่นหอม  รสขม ส่วนที่ใช้เป็นยา  เปลือกและน้ำของลูกมานาว ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา   ช่วงผลสุก รสและสรรพคุณยาไทย  เปลือกผล รสขม ช่วยขับลม น้ำมะยาวรสเปรี้ยวจัดเป็นยาขับเสมหะ เมื่อก่อนตามชนบทเมื่อเด็กหกล้มหัวโน จะใช้น้ำมะนาวผสมกับดินสอพอง โปะบริเวณที่...

เร่ว แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแน่นจุกเสียด

เร่ว : Amomum xanthioides Wall. ส่วนที่ใช้ : เมล็ดแห้ง สารสำคัญและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา  ในเมล็ดเร่วมีน้ำมันหอมระเหย ประกอบด้วย Borneol, Camphor เป็นต้น ขนาดและวิธีใช้ : ปอกเปลือกผลเร่วออก ใช้เมล็ดบดเป็นผง รับประทานครั้งละ 3-9 ผล รับประทานวันละ 3 ครั้ง

กระวานไทย แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแน่นจุกเสียด

กระวานไทย : Amomum krervonh Pierre. ส่วนที่ใช้ : เมล็ดแก่แห้ง สารสำคัญและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา  ผลแก่กระวานมีน้ำมันหอมระเหยประมาณ 5-9 % ประกอบด้วย Borneol, Camphor, 1-8 Cineol, Linalool เป็นต้น มีฤทธิ์ขับลม ลดการบีบตัวของลำไส้ ขนาดและวิธีใช้ : เอาเมล็ดบดเป็นผงรับประทานครั้งละ 1.5-3 ช้อนชา ชงกับน้ำอุ่นเมล็ดกระวานยังใช้ผสมกับสมุนไพรที่มีฤทธิ์ขับถ่าย เช่น มะขามแขกเพื่อบรรเทาอาการไซ้ท้อง

แห้วหมู แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแน่นจุกเสียด

แห้วหมู : Cyperus rutundus Linn. ส่วนที่ใช้ : เหง้าใต้ดินและราก สารสำคัญและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา  แห้วหมูมีน้ำมันหอมระเหย มีฤทธิ์คลายการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อเรียบ ช่วยขับปัสสาวะ ขนาดและวิธีใช้ : ใช้หัวครั้งละ 1 กำมือ (60-70 หัว หรือหนัก 15 กรัม) ทุบให้แตกต้มเอาน้ำดื่ม หรือใช้หัวสดครั้งละ 5 หัว โขลกให้ละเอียดผสมน้ำผึ้งรับประทาน

กระชาย แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแน่นจุกเสียด

กระชาย : Boesenbergia pandurata (Roxb.) Schitr. ส่วนที่ใช้ : เหง้าใต้ดินและราก สารสำคัญและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา  เหง้ากระชายมีน้ำมันหอมระเหยประมาณ 0.08 % ประกอบด้วย 1,5-Cineol, Boesenbergin A เป็นต้น สารจากเหง้ากระชายมีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย น้ำมันหอมระเหยช่วยขับลม ช่วยให้กระเพาะและลำไส้เคลื่อนไหว ขนาดและวิธีใช้ : เหง้าและรากกระชายประมาณครึ่งกำมือ บุบพอแหลกต้มเอาน้ำดื่มเวลามีอาการ หรือปรุงเป็น อาหารรับประทาน

ข่า แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแน่นจุกเสียด

ข่า : Alpinia galanga (Linn.) Sw. ส่วนที่ใช้ : เหง้าแก่ สดหรือแห้ง สารสำคัญและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา  เหง้าข่ามีน้ำมันหอมระเหยประมาณ 0.04 % ประกอบด้วย Methyl cinnamate, Cineol, camphor เป็นต้น น้ำมันหอมระเหยจากเหง้าข่ามีฤทธิ์ขับลม ต้านเชื้อแบคทีเรีย ขนาดและวิธีใช้ : ใช้เหง้าแก่ สด หรือแห้ง ครั้งละขนาดเท่าหัวแม่มือ (สดหนัก 5 กรัม แห้งหนัก 2 กรัม) ทุบให้แตก ต้มเอาน้ำดื่ม

ดีปลี แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแน่นจุกเสียด

ดีปลี: Piper retrofractum Vahl. ส่วนที่ใช้ : ผลแก่จัด ตากแดดให้แห้ง สารสำคัญและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา  ดีปลีมีน้ำมันหอมระเหยประมาณ 0.7 % มีสารแอลคาลอยด์ที่สำคัญเช่น Piperine, Piplartine มีฤทธิ์ช่วยย่อยอาหาร ขับลม ขับน้ำดี และแก้ท้องเสีย ขนาดและวิธีใช้ : ผลแก่แห้งประมาณ 10 ดอก ใส่น้ำประมาณครึ่งลิตรต้มเอาน้ำดื่ม ถ้าไม่มีดอกใช้เถาต้มแทนได้

พริกไทยดำ แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแน่นจุกเสียด

พริกไทยดำ : Piper nigrum Linn. ส่วนที่ใช้ : ผลแก่จัดแต่ยังไม่สุก นำมาตากแห้ง สารสำคัญและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา  พริกไทยดำมีน้ำมันหอมระเหยประมาณ 2-4 % มีสารแอลคาลอยด์ที่สำคัญเช่น Piperine, Piperidine, Piperittine, Piperyline เป็นต้น ขนาดและวิธีใช้ : นำผลแก่แห้ง บดเป็นผงและปั้นเป็นลูกกลอน รับประทาน ครั้งละ 0.5-1 กรัม (ประมาณ 15-20 ผล) หรือใช้วิธีบดเป็นผงและชงน้ำรับประทานได้

ตะไคร้ แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแน่นจุกเสียด

ตะไคร้ : Cymbopogon citratus (Dc.) Stapf. ส่วนที่ใช้ : เหง้าและลำต้นแก่ สารสำคัญและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา  ใบและลำต้นประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยประมาณ 0.2-0.4 % ประกอบด้วยสารสำคัญคือ Citral, Myrcene, Citronellal, Geraniol, Menthol, Eugenol เป็นต้น น้ำมันตะไคร้มีฤทธิ์ขับลม ลดการบีบตัวของลำไส้ และมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราบางชนิด ขนาดและวิธีใช้ : ใช้ลำต้นและเหง้าแก่สดๆ ประมาณ 1 กำมือ ทุบพอแหลกต้มกับน้ำประมาณครึ่งลิตร (500 มิลลิลิตร) เอาน้ำดื่ม หรือประกอบอาหาร