ชื่อท้องถิ่น : ขี้เหล็กบ้าน (ลำปาง-สุราษฎร์) ขี้เหล็กเผือก (เชียงใหม่) ขี้เหล็กใหญ่ (ภาคกลาง) ยะหา (ปัตตานี) ผักจี้ลี้ (ฉาน-แม่ฮ่องสอน) ขี้เหล็กแก่น (ราชบุรี) ขี้เหล็กหลวง (ภาคเหนือ) ขี้เหล็กจิหรี่ (ภาคใต้) ขี้เหล็กโคก ขี้เหล็กแพะ ขี้เหล็กป่า ขี้เหล็กสาร
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Senna siamea (Lam.) Irwin et Barneby (Cassia siamea Lam.)
วงศ์ : LEGUMINOSAE (FABACEAE) CAESALPINIOIDEAE
ชื่อสามัญ : Cassod Tree, Thai Copper Pod, Siamese Cassia.
ลักษณะ : เป็นไม้ยืนต้น สูง 8 – 15 เมตร ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับใบย่อยรูปขนาน กว้างประมาณ 1.5 ซม. ยาว 4 ซม. ใบอ่อนสีน้ำตาลอมเขียว ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีเหลือง ผลเป็นฝักแบน ยาวและหนา
การขยายพันธุ์ : เมล็ด ใช้เมล็ดเพาะในถุงหรือในแปลงที่เตรียมไว้
ส่วนที่ใช้เป็นยา : ยอดอ่อน, ใบ, ดอก
สารเคมีและสารอาหารที่สำคัญ : สารโครโมน(พบในใบและดอก) สารแอนทราควิโนน(พบในแกนและใบ) แอลคาลอยด์บางชนิด เช่น ไซเอมีน (Siamine), แคสเซียมีน (Cassiamine) ใบอ่อนและดอกตูมมีวิตามินเอ ,วิตามินบี 2 และ วิตามินซี
สรรพคุณทางยาและวิธีใช้ :
- เป็นยาระบาย นำใบขี้เหล็กทั่งอ่อนและแก่ 4-5 กำมือต้มกับน้ำพอท่วมให้เดือดประมาณครึ่งชั่วโมง ดื่มก่อนนอนหรือใช้ใบและดอกตูมปรุงเป็นอาหารก็ได้
- รักษาอาการนอนไม่หลับหรือวิตกกังวล ใช้ใบแห้งหนัก 30 กรัมหรือใบสดหนัก 50 กรัม ต้มกับน้ำให้เดือดดื่มขณะร้อน ๆ ก่อนนอน หรือใช้ใบอ่อนทำเป็นยาดองเหล้าโดยใส่เหล้าขาวพอท่วมยาแช่ไว้ 7 วัน โดยคนบ่อย ๆ ทุกวันเสร็จแล้วกรองเอากากออกดื่มครั้งละ 1-2 ช้อนชาก่อนนอน
ข้อควรระวัง : ต้มนานเกินไปอาจจะให้สรรพคุณทางยาลดน้อยลง