การเจริญเติบโตของทารก

การผดุงครรภ์ คือ การดูแลมารดาและทารกตั้งแต่ผู้หญิงเริ่มตั้งครรภ์จนถึงคลอด เพื่อแนะนำ แก้ไข ป้องกันอาการต่างๆ ของผู้เริ่มตั้งครรภ์ซึ่งจะมีความเปลี่ยนแปลงในร่างกายเกิดขึ้น    ผดุงครรภ์ มีหน้าที่สำคัญในการดูแลรักษาผู้ตั้งครรภ์ ตั้งแต่แรกเริ่มจนทารกคลอด และมีหน้าที่ชี้แจงแนะนำในสิ่งต่างๆ ให้ผู้จะเป็นมารดาเข้าใจและดำเนินชีวิตคู่อย่างถูกต้อง ตามธรรมชาติ เพื่อที่จะได้มี บุตร-ธิดา ที่มีคุณภาพ      ผู้ประกอบโรคศิลปะแผนไทย สาขาผดุงครรภ์แผนไทย จะทำการคลอดได้เฉพาะรายที่มีครรภ์ปกติ การช่วยคลอดแบ่งออกมา 2 ส่วน คือ

1.ป้องกันมิให้ทารกเกิดโรคในการคลอด

2.การใช้ยาซึ่งเป็นวิธีช่วยให้บรรเทาอาการเจ็บป่วยเมื่อมดลุกหดรัดตัว หรือมีลมเบ่งช่วยให้คลอดหรือช่วยระงับโลหิต รักษาชีวิตให้ทันท่วงที

การปฏิสนธิ (ครรภ์ภาวะกำเนิด)

มีรังไข่อยู่คู่หนึ่ง ภายในช่องท้องส่วนล่างข้างละหนึ่งระยะที่ไข่แตกออกจากรังนี้จะเกิดประมาณวันที่ 14 หลังจากวันที่ 14 หลังจากวันที่มีระดู ตลอดเวลาที่ไข่ยังไม่ตาย ถ้ามีการผสมพันธุ์เกิดขึ้น ก้อนสีเหลืองที่รังไข่นี้ก็เจริญเติบโตมากขึ้น มีคุณภาพห้ามไข่อื่นในรังไข่ไม่ให้สุกอีก       ถ้าหากไข่ไม่ได้รับการผสมพันธุ์ ไข่จะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 4-5วันเท่านั้นสีเหลืองที่ติดอยู่ที่รังไข่ก็จะละลายเป็นระดูไหลออกมา

ครั้นโลหิตตั้งขึ้นได้ 1 เดือน กับ 12 วัน โลหิตจึงบังเกิดเวียนเข้าเป็นตานกยูง ที่หัวใจเป็นเครื่องรองรับจิตวิญญาณ

เมื่อครรภ์ครบไตรมาสแล้ว โลหิตจะแตกออกไปตามปัญจสาขา

เมื่อครรภ์ได้ 4 เดือน จึงมีอาการครบ32ปะการ จะบังเกิดตาและหน้าผากก่อน

เมื่อครรภ์ครบ5 เดือน จึงมีจิตและเบญจขันธ์รู้จักร้อนและเย็น ทารกจะอยู่ในท่านั่งยองกอดเข่ากำมือไว้ใต้คาง หันหน้าเข้าสู่กระดูกสันหลังของมารดา พันหลังออกข้างนาภี

อวัยวะห่อหุ้มและเลี้ยงดูทารก

ทารกขณะที่อยู่ในมดลูก มีอวัยวะต่างๆ ห่อหุ้มเลี้ยงดู ดังนี้

1. รกมีหน้าที่นำอาหาร ออกซิเจน และถ่ายเทของเสีย จากมารดาสู่ทารก โดยไหลเข้าผ่านเส้นโลหิตของสายสะดือทารก รกเมื่อครบคลอดมีลักษณะคล้ายน้ำตาลปีก โต 8 นิ้วฟุต หนา 1 นิ้วฟุต หนักประมาณครึ่งกิโลกรัม

2.สายสะดือ ในสายสะดือมีเส้นโลหิตแดง  2เส้น เส้นโลหิตดำ 1 เส้น นำโลหิตจากทารกไปสู่มารดา ยาวประมาณ 20-22 นิ้วฟุต เมื่อครบกำหนด คลอดสายสะดือจะบิดเป็นเกลียวประมาณ 10 รอบ

การเปลี่ยนแปลงกับอวัยวะต่างๆ ของมารดาเนื่องจากการตั้งครรภ์

1. การเปลี่ยนแปลงเฉพาะที่ ได้แก่ บริเวณช่องเชิงกราน หน้าท้องกันและผิวหนัง เป็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์

1.1 มดลูกก่อนตั้งครรภ์มดลุกจะหนักประมาณ 5 0กรัม มีน้ำบรรจุ 2 ซีวี ครบกำหนดคลอดจะหนักราว1,000 กรัม จุน้ำ 4,000 – 5,000 ซีซี ยอดมดลูกอยู่สูงที่สุดในสัปดาห์ที่ 38  ต่อไปจะลดต่ำลงมา เรียกว่า ท้องลด เกิดจากหัวเด็กลงไปอยู่ในช่องเชิงกรานส่วนล่าง การบีบตัวของมดลูกใน 2-3 เดือนแรกมีประมาณครั้งละ2-3 วินาที เกิดประมาณ20นาที ต่อครั้ง แรงกว่าธรรมดา

1.2 ช่องคลอด จะมีโลหิตหล่อเลี้ยงมากขึ้น

1.3 กล้ามเนื้อ เอ็น ข้อกระดูกในบริเวณช่องต่อเชิงกราน จะนุ่มยืดและเคลื่อนไหวได้มากขึ้น

1.4 หนาท้อง จะปรากฏรอยแตกในราวตั้งครรภ์ 8 เดือน ขึ้นไป จะมีเส้นคำปรากฏขึ้นอีกเส้นหนึ่งตรงกลางท้องจากหัวเน่าไปถึงสะดือ

1.5 นม เต้านมและบริเวณหัวนมจะโตขึ้นหลังจากตั้งท้องได้ 1 เดือน ขึ้นไป เดือนที่สองจะมีต่อมเป็นก้อนภายในเต้านม เวลาบีบเต้านมจะมีน้ำใสๆๆออกมา ระยะครบกำหนดคลอดน้ำนี้จะเปลี่ยนเป็นน้ำเมือกขุ่นขาว หัวนมจะใหญ่ขึ้น    สีดำจัดมีเม็ดเล็กรอบๆ  หัวนมคล้ายกับหนาม 10-20 เม็ด

1.6 ผิวหนัง ผิวหนังบริเวณหน้าจะปรากฏจุดดำๆ ทั้งสองข้างโหนกแก้มและดั้งจมูกคล้ายผีเสื้อ

2. การเปลี่ยนแปลงโดยทั่วไปของร่างกาย ได้แก่

2.1 ระบบทางเดินอาหาร มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ฟันผุได้ง่ายเพราะทารกเอาหินปูนไปสร้างกระดูก สามเดือนแรกมีอาการ ท้องขึ้นท้องเฟ้อ ท้องผูก เบื่ออาหาร สามเดือนหลังก่อนคลอดจะรับประทานได้มาก แต่ท้องผูก เพราะมดลูกกดลงบนลำไส้ใหญ่

2.2 ระบบหายใจทางเดินของโลหิต

  • จำนวนโลหิตจะเพิ่มขึ้นราว 15 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนโลหิตทั้งหมด และมีเม็ดเลือดขาวประมาณ 15,000เม็ด ซึ่งธรรมดามีเพียง8,000 เม็ด ต่อเลือด 1 คิวบิค
  • หัวใจทำงานเพิ่มขึ้น เพราะจำนวนโลหิตเพิ่มมากขึ้นและหัวใจถูกดันขึ้นไปเนื่องจากมดลุกโตขึ้น
  • ความดันของโลหิต ความดันจะต่ำลงเล็กน้อยในครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ และสูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อใกล้คลอด

2.3 ระบบทางเดินหายใจ จะเหนื่อยง่ายหายใจลำบากเนื่องจากมดลุกจะดันปอดไปในที่จำกัดทำให้หายใจลำบาก

2.4 ระบบทางเดินปัสสาวะดังนี้

  • ปริมาณน้ำปัสสาวะของหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรมี ไข่ขาวปัสสาวะที่มีไข่ขาวแสดงว่าเริ่มเกิดการตั้งครรภ์เป็นพิษ
  • ปริมาณน้ำปัสสาวะเพิ่มจำนวนมากจากเดิมประมาณ 1ใน4ส่วน

2.5 การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับระบบประสาท ทำให้อาเจียนและอาจมีนิสัยใจคอตรงข้ามกับเมื่อยังไม่ตั้งครรภ์

3.การเผาผลาญของร่างกาย จะมีเพิ่มมากขึ้น เพราะทารกมีการเผาผลาญในอวัยวะต่างๆ  ด้วยในเวลาเดียวกัน

4.ต่อมไม่มีท่อในร่างกาย จะเจริญเติบโตและทำหน้าที่มากกว่าธรรมดาตั้งครรภ์ได้สามเดือนมารดาจะรู้สึกว่าทารกดิ้นในท้อง ท้องสาวจะดิ้นช้ากว่าท้องหลัง

น้ำทูนหรือน้ำคร่ำ

เกิดขึ้นในเยื่อบางๆ เป็นน้ำสีเหลืองอ่อนๆแรกๆเป็นน้ำใสๆรสเค้มอร่อย หกเดือนน้ำจะข้นมีกลิ่นแรงสาบๆ มีสีเปลี่ยนแปลง ถ้าน้ำคร่ำวิปริตจะเป็นสีแดง

ประโยชน์ของน้ำคร่ำ เพื่อหล่อเลี้ยงทารกไม่ให้ถูกกระทบกระเทือนและช่วยให้เป็นการหล่อลื่นทารกให้คลอดสะดวกอีกด้วย

การแท้ง (ครรภ์วิปลาส)    

สาเหตุที่ทำให้เกิดการแท้ง

1. ต้นเหตุเกี่ยวกับไข่ เกิดจากการตายของไข่ที่ฝังตัวลงในพื้นเยื่อมดลูก ต้นเหตุที่ทำให้ไข่ตาย มี ครรภ์ไข่ปลาอุก โรคของรก โรคของสายสะดือ โรคของเยื่อถุงน้ำหุ้มเด็ก โรคขอตัวเด็กเอง

2. ต้นเหตุที่เกี่ยวกับมารดา

  • เกี่ยวกับอวัยวะภายในช่องเชิงกราน ได้แก่ เยื่อบุพื้นมดลูกอักเสบ มดลูกมีรูปร่างผิดไปจากปกติ มดลูกมีขนาดเล็ก ยอดมดลุกพลิกกับตัวอยู่ด้านหลัง ปากมดลูกฉีกขาด เนื้องอกไปรบกวนมดลูก
  • เกี่ยวกับการผิดปกติ ที่เกิดแก่มารดาแล้วเป็นผลที่ทำให้เด็กตายบ่อย ได้แก่ โรคที่ทำให้มารดามีไข้สูง ยาสลบ การกระทบกระเทือนจากภายนอก มีความเครียดและความวิตกกังวล เกี่ยวกับต่อมภายในผิดปกติ
  • ต้นเหตุเกี่ยวกับพ่อ ได้แก่ ตัวสเปิร์มอ่อนแอ

ชนิดของการแท้ง

การแท้ง คือ การที่มดลูกแยกจากกันและมีโลหิตออกมาทางช่อคลอดในระยะที่มีอายุครรภ์ต่ำกว่า 28สัปดาห์

การแท้งแยกออกได้ 3 ระยะ คือ

  • ระแยะแรก คือ แท้งในระยะสองเดือนแรกของการตั้งครรภ์
  • ระยะที่สองคือ แท้งในระยะตั้งครรภ์ได้ 3-4 เดือน
  • ระยะที่สาม คือ แท้งในระยะตั้งครรภ์ได้ 5-7 เดือน

การดูแลรักษาหญิงที่มีการแท้ง

ให้นอนพักนิ่งๆ1สัปดาห์ ให้อาหารแต่พอควร งดเหล้า ห้ามใช้ยาถ่าย ทารกตายในครรภ์มีอาการ ดังนี้ มีอาการเจ็บท้องอย่างรุนแรงด้านใดด้านหนึ่งของมดลูก หน้าท้องตึงละมีเลือดออกทางช่อคลอด ฟังเสียงหัวใจของทารกไม่ได้ยิน และทารกไม่ดิ้น ให้นำส่งโรงพยาบาล แต่ถ้าทารกนั้นแท้งรกไม่หลุดตัวมดลูกกำลังหดตัว หรือเนื่องจากทารกไม่แก่พอที่จะหลุดออกมาจากมดลูก เป็นเหตุให้สตรีที่แท้งลุกมีรกติดโดยมาก และยังเกิดจากปากมดลุกยังเปิดไม่พอ ให้คนไข้นอนพักนิ่งๆ ให้อาหารแต่ควร

การเจริญเติบโตของทารกในครรภ์

  • 1 เดือนแรก  เมื่อน้ำอสุจิผสมกับไข่ได้ 2 สัปดาห์แล้ว ทารกจะเกิดเป็นกระดูก เริ่มต้นมีชีวิต เกิดเนื้อสมองและเนื้อประสาท สัปดาห์ที่3เหมือนตัวด้วง ครบหนึ่งเดือนจะเกิดทรวงอกและช่องท้อง ลอดหัวใจเริ่มเต้นระริกสัปดาห์ที่5 จะยาวประมาณ 1 นิ้ว เท่าไข่นกพิราบ
  • เดือนที่ 2 ปากจมูกหูตา มือเท้างอกขึ้นเป็นจุดดำๆ
  • เดือนที่ 3 เริ่มเกิดเป็นนิ้วมือนิ้วเท้า
  • เดือนที่ 4 อวัยวะเกิดเกือบพร้อมกันหมด แต่ตาไม่มี ทารกเริ่มดิ้น
  • เดือนที่ 5  ได้ยินเสียงหัวใจเต้นถนัดอวัยวะมีครบบริบูรณ์ ลืมตาและหลับตาได้
  • เดือนที่ 6 สายสะดือยาว 12 นิ้ว เท่าตัวทารก หากคลอดในระยะนี้ บางทีเลี้ยงรอดแต่ต้องใช้ความร้อนเลี้ยงร่างกายให้อุ่น บางทีคลอดได้พียง 12 วัน ก็ตาย เนื่องจากในกระเพาะอาหารของทารกยังไม่มีกรดแลคติคที่ทำหน้าที่ย่อย
  • เดือนที่ 7  หากคลอดในระยะนี้เลี้ยงรอดแต่ห้ามอาบน้ำเย็น
  • เดือนที่ 8 ทารกมีอวัยวะครบทุกอย่าง สายสะดือยาว 16 นิ้ว เท่ากับทารก
  • เดือนที่ 9 สายสะดือและตัวยาวเท่ากัน 17 นิ้ว

กิริยาทารกในครรภ์

ทารกจะงอตัวอยู่ในมดลูกและลอยตัวอยู่ในน้ำคร่ำ สายสะดือติดต่อเป็นขั้วอยู่กับรก

ครรภ์ผิดปกติ หรือ การตั้งครรภ์ผิดปกติ

การตั้งครรภ์ผิดธรรมดานั้นคือรกเกาะติดอยู่ที่ปากมดลูก เวลาคลอดรกจะออกมา สตรีผู้คลอดมักตาย ต้องรีบผ่าท้องคลอดรกออกมา และช่วยให้ทารกคลอดได้โดยเร็ว ระงับโลหิตแล้วส่งแพทย์ด่วน

อีกอย่างหนึ่ง ไข่สุกที่ผสมแล้วไปติดอยู่ที่หลอดปากแตร มักเป็นแก่หญิงที่เคยมีบุตรแล้ว อยู่มาในไม่ช้า ถุงหุ้มตัวเด็กจะแตกออก มักทำให้สตรีนั้นเป็นอันตราย

โรคแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์

  1. อาเจียนอย่างรุนแรง
  2. โรคพาแห่งครรภ์
  3.  โรคหัวใจ
  4. ท่อทางเดินปัสสาวะอักเสบ

การทำคลอดปกติ

อาการที่แสดงการทำคลอดบุตร

เต้านมจะแข็งคัด ปากช่องคลอดบวม ท้องลดต่ำลง ท้องกลมแข็ง มีอาการเป็นเหน็บชาที่เท้า เกิดอาการบวมขา เลือดลมคั่ง ถ้ามดลูกเปิดถึง3นิ้ว ก็เกือบถึงกำหนดคลอด ถุงน้ำคร่ำก็จะแตก

การตรวจปากมดลุก

ปากมดลูกเปิดเท่าเหรียญสลึง ต้องรออีกสองชั่วโมงแล้วทำการตรวจใหม่ ถ้าเปิดเท่าเหรียญบาท ต้องตรวจทุกๆชั่วโมง ถ้าเปิดกว้าง 3 นิ้ว แสดงว่าจะคลอดในชั่วโมงนี้ ถ้าเป็นท้องสาวต้องรอไปอีก 2 ชั่วโมง เมื่อปากมดลูกเปิดกว้างกว่า 3 นิ้ว น้ำทูนหัวจะไหลออกหมด มดลูกจะบีบรัดตัวทารกทำให้เป็นการช่วยเร่งทารกคลอดออกเร็ว

การดูแลด้านจิตใจแก่หญิงตั้งครรภ์ขณะคลอดบุตร

  1. ดูแลสภาพจิตใจของหญิงขณะรอคลอดบุตร
  2. การดูแลการกลัวคลอดบุตร
  3. ดูแลการตอบสนองด้านอารมณ์ ความกลัวและการเจ็บครรภ์
  4. ดูแลความต้องการเพื่อน

การเจ็บท้อง

  1. การเจ็บท้องเตือน เกิดเมื่อใกล้ถึงกำหนดคลอด เนื่องจากการหดตัวของมดลูกซึ่งไม่มีกำหนดระยะที่ไม่แน่นอน
  2. การเจ็บท้องคลอด มดลุกหดรัดตัวแรงกว่าเดิม และมีเป็นระยะแน่นอนประมาณ 1 นาที
  3. การเจ็บท้องหลังคลอด มดลูกหดรัดตัวอยู่ตลอดเวลา มีอาการคลายตัวบ้างๆนานครั้ง

การเบ่ง

เป็นการใช้กล้ามเนื้อหลังและกระบังลม ซึ่งจะหดรัดตัวอย่างแรงทำให้กล้ามเนื้อภายในช่องท้องเล็กลง ความรู้สึกอยากเบ่ง เป็นความรู้สึกรุนแรงและอดกลั้นไม่ได้

ช่องทางคลอด

คือ อวัยวะภายในอุ้งเชิงกรานประกอบด้วยกระดูกเชิงกรานและเนื้อเยื่ออ่อนที่ระบุเชิงกราน ทางช่องคลอดเริ่มตั้งแต่รูปากมดลูกตลอดช่องคลอดจนถึงปากช่องคลอด

กำลังการคลอด

กำลังผลักดัน จะทำให้ทารกออกจากโพรงและเคลื่อนลงมาตามช่องคลอด คือกำลังผลักดันที่เกิดจากการหดตัวของมดลุก การคลอดต้องอาศัยกำลังของการคลอด 2 ชนิด การเจ็บคลอดและการเบ่งคลอด

ร่างของทารก

ในการคลอดทารกไม่มีการช่วยเหลือตัวเองในการเคลื่อน ความกดดันของการหดตัวรักของตัวมดลูกบังคับให้ศีรษะอยู่เบื้องล่างและอยู่ในทางทรงคว่ำแต่ในตอนหลังของการเกิด ศีรษะกลับถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลงเป็นทรงหงาย

อาการของมารดาเมื่อทารกคลอด

มดลุกจะบีบตัวหดตัวรัดทารกเพื่อให้เคลื่อน ศีรษะทารกจะเลื่อนมาอยู่ที่ปากมดลุกให้แย้ม เมื่อมดลุกขยายตัวเปิดถุงน้ำคร่ำจะดันออกมาถ่างปากมดลูกให้ขยายตัวขึ้นและดันทารกคลอดผ่านทางมดลูกและข้อกระดูกของอุ้งเชิงกราน ลมเบ่งที่เกิดจากการหดตัวของมดลูกจะทำให้ถุงน้ำคร่ำไหลน้ำคร่ำออกมา ทำให้มดลุกเหี่ยวเล็กและบีบรัดทารกหนักเข้าและคลอดออกมาอย่างสะดวก

กระบวนการคลอด

อาศัยความเหมาะสม 3 ประการ คือช่องคลอด กำลังคลอด และร่างกายเด็ก

กระบวนการคลอดบุตรแบ่งได้ 3 ระยะ คือ ระยะปาดมดลุกเปิด ระยะเบ่ง ระยะคลอด

ลักษณะที่ทารกจะคลอด

  1. ท่าคว่ำหน้าออก
  2. ท่าหงายหน้าออก
  3. ท่าเอาก้น ขาหรือ เท้าออก
  4. ท่าเอามือและแขนออก

การปฏิบัติของผดุงครรภ์ในระยะของการคลอด

  1. ความสะอาดของผดุงครรภ์ สถานที่คลอดต้องสะอาดปลอดโปร่งล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคให้ทั่ว
  2. การปฏิบัติการช่วยเหลือในระยะคอมดลูกเปิด ต้องสังเกตสีและปริมาณของน้ำทูนหัวและเวลาที่ถุงน้ำทูนหัวแตก หากเป็นสีเขียว แสดงว่ามีขี้เทาของทารกปนอยู่ในเขตอันตราย    ส่วนสวนอุจจาระและปัสสาวะออกให้หมดและชำระช่องคลอดด้วยน้ำยาแอนตี้เซพติค
  3. การปฏิบัติและการช่วยเหลือมารดาในระยะเบ่ง ช่วยสอนผู้คลอดให้เบ่งในวิธีถูกต้อง ไม่ร้องครวญครางขณะเบ่ง เพราะทำให้ขากการออกกำลังช่วยมดลุก
  4. การปฏิบัติและการช่วยเหลือทารกในระยะคลอด ให้ศีรษะทารกอยู่ทางขาซ้ายของมารดาเพื่อให้โลหิตในห้องหัวใจเดินสะดวก ปลุกให้ฟื้น ควักน้ำเลือดออกจากปาก และจมูก เอาน้ำอุ่นหรือน้ำเย็นปะพรมตามหน้าอกและฝายปอดจนกว่าจะฟื้น แล้วจึงผูกสายสะดือเป็นสองตอน ตัดตรงกลางที่ เอาน้ำมันมะกอกเช็ดตามตัวเพื่อให้ไขมันออก อาบน้ำอุ่นและหยอดตาทารกด้วยกรดเงิน 0.1 เปอร์เซ็นต์ แล้วรีบกลับมาปฏิบัติกับมารดาโดยเร็ว

การทำคลอดการตรวจทารกและสายสะดือ

ตามธรรมดาเมื่อทารกคลอดออกมาแล้วจะมีเลือดไหลออกตามมา คงมีแต่น้ำคร่ำปนกับทารกออกมา ต่อเมื่อรกหลุดออกจากผนังมดลุก เลือดจะไหลตามทารกออกมาด้วย ถ้าทารกคลอดออกมาครั้งแรก ถ้ามีเลือดตามตัวทารกออกมา แสดงว่าทารกจะติดที่ปากมดลุก เพราะเวลาคลอดทารกจะเอาหัวดันมดลุก รกจึงหลุดออกมาพร้อมกับตัวทารก หรือมิฉะนั้นปากมดลูกฉีกขาดในเวลาที่ทารก ออกมาจึงมีเส้นเลือดไหลมาพร้อมกับตัวทารก นับว่าผิดธรรมดาหรือมีอันตราย

ระยะทารกคลอด

คือการรอกตัวของรกหลุดจากผนังมดลุก ถูกผลักดันออกจากโพรงมดลูกลงไปอยู่ในช่องคลอด จนกระทั่งเดินพ้นจากช่องคลอด แล้วเส้นโลหิตจะตีบลง โลหิตก็หยุด ต่อไปก็จะออกเป็นน้ำคาวปลา

วิธีป้องกันรกบิน

คือผูกซ้ำที่สายสะดือแล้วใช้ไม้ตับคาบที่สายสะดือแล้วผูกโยงกับขาผู้คลอดจนกว่าจะคลอดรก

หน้าที่ของรก คือการหายใจแทนปอดของทารก และทำหน้าที่แลกเปลี่ยนอาหารกับมารดาทางโลหิต

โรคของรก    เกิดมีไขมันมาก แข็งกระด้างเป็นไต เป็นเม็ดฝังใน แห้งเหี่ยวทำให้แลกเปลี่ยนโลหิตไม่สะดวก ถ้ารกผิดปกติ ทารกอาจเป็นโรคขาดสารอาหาร ผอมแห้ง ร่างกายไม่สมบูรณ์ โรคของรกได้แก่

1.รกขวาง คือ การที่รกเกาะตัวผิดตำแหน่ง มี 3 ชนิด คือ

1.1 รกเกาะต่ำ

1.2 รกเกาะอยู่ที่ส่วนล่างของมดลุกและที่มดลูกด้วย

1.3 การที่รกเปิดปากมดลูกจนมิดหมด

สาเหตุ  เนื่องจากการเกาะของไข่ที่ผสมพันธ์แล้ว เกาะที่ผนังมดลุกอยู่ต่ำมาก และเอนลงมาเกาะอยู่ที่บริเวณคอมดลูกด้านใน

2.รกรอกตัวก่อนเวลา พบได้มาจากมารดาที่มีประวัติได้รับการกระทบกระเทือนมาก่อน ซึ่งมีอันตรายต่อมารดาและทารกอย่างมาก

เรื่องของสายสะดือ

ข้างหนึ่งของสายสะดือติดอยู่กับรก เกิดขึ้นเมื่อทารกปฏิสนธิแล้วประมาณ 1เดือนเศษ มีลักษณะเป็นเส้นตรง ครั้งเมื่อทารกดิ้นไปดิ้นมาจึงเกิดมาเป็นเกลียว