ชะเอมเทศ

เปิดอ่าน 231 views

ชะเอมเทศ

ชื่ออื่น ๆ : กำเช้า, กำเช่า (จีน-แต้จิ๋ว), ชะเอมเทศ, ชะเอมจีน
ชื่อสามัญ : Spanish licorice, Russian licorice, Chinese licorice
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Glycyrrhiza glabra Linn. 
วงศ์ : PAPILIONACEAE

 ชะเอมเทศ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

  • ชะเอมเทศ เป็นพรรณไม้ที่มีอายุนานหลายปี ลำต้นมีความยาวประมาณ 1-2 เมตร
  • ใบชะเอมเทศ ใบเป็นใบประกอบลักษณะเป็นรูปขนนก และจะออกสลับกัน มีใบย่อยประมาณ 9-17 ใบ ส่วนก้านใบย่อยนั้นจะสั้นมาก ใบจะเป็นสีเขียวอมเหลือง
  • ดอกชะเอมเทศ จะออกเป็นช่อ กลีบดอกจะเป็นสีม่วงอ่อน ๆ และก้านดอกจะสั้นมาก
  • ฝักชะเอมเทศ จะมีลักษณะแบน และผิวข้างนอกจะเรียบ

ส่วนที่ใช้เป็นยา : ต้น, เปลือก, ใบ, ดอก, ผล, ราก

สรรพคุณตามตำรายาไทย :

  • ต้น กระจายลมเบื้องบน และเบื้องล่าง
  • เปลือกของราก จะมีเป็นสีแดง และมีรสหวานใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ทำให้คลื่นเหียน อาเจียน
  • ใบ ทำให้เสมหะแห้ง และเป็นยารักษาดีพิการ
  • ดอก ใช้รักษาอาการคัน และรักษาพิษฝีดาษ
  • ผล จะมีรสหวาน ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง และอาการคอแห้ง ทำให้ชุ่มชื้น
  • ราก จะมีรสชุ่ม ใช้เป็นยาบำรุงปอด ขับเลือดที่เน่าในท้อง รักษาพิษยาหรือพืชพิษต่าง ๆ ชนิดคั่วแล้วรักษาอาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ตรากตรำทำงานหนัก ปวดท้อง ไอเป็นไข้ สงบประสาท บำรุงปอด ใช้รากสดรักษาอาการเจ็บคอ เป็นแผลเรื้อรัง ระบบการย่อยอาหารไม่ดี หรืออาหารเป็นพิษ และรักษากำเดาให้เป็นปกติ

ชะเอมเทศ ชะเอมเทศ ชะเอมเทศ


ข้อมูลทางคลีนิค

  1. รักษาอาการปัสสาวะออกมากผิดปกติ (เบาจืด)
  2. รักษาแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก
  3. รักษาอาการหอบหืดจากหลอดลมอักเสบ
  4. รักษาโรควัณโรคปอด
  5. รักษาเส้นเลือดดำขอด
  6. รักษาลำไส้บีบตัวผิดปกติ ซ้อนกันเป็นก้อน
  7. รักษาโรคไข้มาลาเรีย
  8. รักษาโรคพยาธิใบไม้ในเลือดอย่างเฉียบพลัน
  9. รักษาโรคตับอักเสบชนิดที่ติดต่อได้
  10. รักษาเยื่อตาอักเสบ
  11. รักษาผิวหนังบริเวณแขน ขา แตกเป็นขุย
  12. รักษาผิวหนังอักเสบเป็นผื่นคัน
  13. รักษาปากมดลูกอักเสบเน่าเปื่อย
  14. รักษาแผลที่เกิดจากการถูกความเย็นจัด
  15. รักษาเยื่อหุ้มลูกตาชั้นนอกอักเสบ (Scleritis)

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา

  1. มีฤทธิ์รักษาอาการอักเสบและอาการแพ้ กรดกลีเซอเรตินิคมีฤทธิ์ในการรักษาอาการบวมอักเสบในหนูใหญ่
  1. มีฤทธิ์อะดรีโนคอร์ติโคสเตียรอยด์ (adrenocorticosteroids) ฤทธิ์คล้ายคอร์ติโตสเตียรอยด์ มีสารสกัดเข้มข้น โปแตสเซียมกลีเซอไรซิเนต หรือแอทโมเนียมกลีเซอไรซิเนต กรดกลีเซอเรตินิค (glycyrhetinic acid) สารพวกนี้ล้วนแต่มีฤทธิ์เหมือนกับดีออกซีคอร์ติโซน (deoxycortisone) ทำให้การขับถ่ายปริมาณของปัสสาวะ และเกลือโซเดียมลดน้อยลง และฤทธิ์คล้ายกลูโคคอร์ติโคสเตียรอยด์ (glucocorticosteroids) กรดกลีเซอเรตินิคจะไปยังยั้งการทำลายกรด อะดรีโนคอร์ติโคสเตียรอยด์ ในร่างกายทำให้ปริมาณของคอร์ติโคสเตียรอยด์ในเลือดให้สูงขึ้น
  2. มีฤทธิ์ในการรักษาพิษ กลีเซอไรซินและน้ำต้มสกัดชะเอมมีฤทธิ์รักษาพิษของตริคนีนได้ โดยสามารถลดความเป็นและอัตราการตายจากสตริคนีนได้ ฤทธิ์นี้อาจเนื่องมาจากกรดกลูคิวโรนิค ที่มีอยู่ในชะเอมเทศ
  3. มีฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหารคือ มีฤทธิ์ในการรักษาแผลเรื้อรังในระบบทางเดินอาหาร มีฤทธิ์ต่อการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบ
  4. ฤทธิ์ต่ออาการดีซ่านที่ทำให้เกิดขึ้นในการทดลอง กลีเซอไรซินและกรดกลีเซอเรตินิค ทำให้บิลิรูบิน (Bilirubin) ในพลาสมาของกระต่ายและหนูใหญ่สีขาวที่เกิดจากการผูกท่อน้ำดีให้มีปริมาณลดลง และการขับบิลิรูบินออกทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น
  5. มีฤทธิ์ต่อการเผาผลาญไขมันในเส้นเลือด กลีเซอไรซินจะไม่มีผลต่อการเผาผลาญไขมันในคนปรกติ แต่ในคนไข้ที่มีความดันเลือดสูง ส่วนมากเมื่อกินกลีเซอไรซินไปแล้วจะทำให้ระดับโฆเลสเตอรอลในเลือดนั้นลดลง และความดันเลือดจะลดลงด้วย
  6. มีฤทธิ์รักษาอาการไอ หลังจากที่ได้กินชะเอมเทศแล้วสารที่สกัดได้จะไปเคลือบเยื่อเมือกตามบริเวณที่อักเสบตามคอจะช่วยลดการระคายเคืองและบรรเทาอาการไอด้วย
  7. มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการปวดและอาการชัก สารที่สกัดที่ได้จากชะเอม FM100 จะมีฤทธิ์บรรเทาอาการปวดได้
  8. มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง กรดกลีเซอเรตินิคนี้มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งในไขกระดูกชนิด Oberling-Guerin ที่ได้เพาะเลี้ยงในไขกระดูกของหนูใหญ่สีขาว
  9. มีฤทธิ์ต่อระบบปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ กลีเซอไรซิน และเกลือแคลเซียมกลีเซอไรวิเนต นำมาฉีดเข้าหลอดเลือดดำ จะทำให้เพิ่มฤทธิ์ในการขับปัสสาวะของธีโอฟิลลีน (theophylline)
  10. ฤทธิ์อื่น ๆ โซเดียมกลีเซอไรซิเนตจะทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น และกลีเซอไรซินนี้มีฤทธิ์ในการลดไข้ในหนูเล็กสีขาวและกระต่ายทดลองที่ทำให้เกิดขึ้นได้

อ้างอิง

  • ชยันต์ พิเชียรสุนทร และ วิเชียร จีรวงศ์. คู่มือเภสัชกรรมแผนไทยเล่ม 1 น้ำกระสายยา. พิมพ์ครั้งที่ 3. กทม. อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง. 2556. หน้า 34 – 35